นอนน้อย ระวัง! “รอบพุง” ถามหา

นอนน้อย ระวัง! “รอบพุง” ถามหา       เพราะการนอนสำคัญกว่าคุณคิด เพราะอย่างนี้ยังไงล่ะค่ะ ใครต่อใครก็พูดว่าเราควรนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพออยู่เสมอ  เพื่อเป็นการสร้างพื้นฐานที่ดีของการมีสุขภาพดีนั่นเองค่ะ  เเต่ยิ่งนับวันก็ต้องยอมรับว่าจะมีใครสักกี่คนกันค่ะ ที่สามารถกล้ายอมรับได้เต็มปากเต็มคำว่าตัวเองนอนหลับอย่างเพียงพอ  ยิ่งกับบางคนด้วยเเล้วการนอนหลับอย่างเพียงพอหรืออย่างน้อย 8 ชั่วโมงต่อวันถือว่าเป็นเรื่องที่ไกลตัวมากๆ  เเต่ลองคิดดูซิค่ะว่าเพียงเเค่การนอนหลับให้เพียงพออย่างน้อย 8 ชั่วโมงต่อวันยังเป็นเรื่องที่ทำได้ยากเเล้วเเล้วคุณจะเป็นคนที่มีสุขภาพดีได้อย่างไร?  จริงไหมค่ะ  ดังนั้นสิ่งที่เราคงต้องหันมาทบทวนตัวเองกันอีกครั้งเมื่อมีผลการวิจัยออกมาระบุยืนยันว่าการนอนส่งผลต่อน้ำหนักตัวของคนเรา เอาเเล้วซิค่ะ….ถ้าคุณนอนน้อยเเล้วจะทำให้อ้วนขึ้นหรือเปล่า ตามเราไปดูข้อมูลเรื่องนี้พร้อมกันเลยค่ะ             จริงหรือไม่? นอนน้อยเเล้วทำให้รอบพุงถามหา? ปฏิเสธไม่ได้เลยนะคะว่าในยุคนี้นั้นการติดต่อสื่อสารหรือเเม้เเต่การดำรงชีวิตประจำวันของคุณนั้นเต็มไปด้วยบทบาทของเทคโนโลยี  บางคนอาจมีพฤติกรรมการไม่ยอมหลับยอมนอนจนติดเป็นนิสัยไปเเล้ว ไม่ว่าจะเป็นเรื่องงานหรือการนั่ง หรือนอนดูซีรีส์ เล่นเกมส์หรือใช้คอมพิวเตอร์จนดึกดื่น ยาวไปตลอดทั้งคืนเเน่นอนว่าจะทำให้เกิดปัญหาสุขภาพตามมา รวมไปถึงภาวะทางสุขภาพจิตที่อาจทำให้เกิดอาการซึ่มเศร้า  เกิดความวิตกกังวล การดื่มแอลกอฮอล์หรือเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีนที่ทำให้การนอนของคุณเกิดความผิดปกติไปจากที่ควรจะเป็น    ข้อมูลที่น่าสนใจอันดับเเรก คือ หากคุณนอนไม่พอนั้นก็จะส่งผลต่อการทำงานของสมอง ทำให้คุณอยากกินมากขึ้นเเละกินเเบบไม่สนใจว่าอาหารเหล่านั้นคืออะไร?  หรือหากคุณอดนอนหรือไม่ยอมนอนเเล้วล่ะก็เเน่นอนว่าระบบการทำงานในร่างกายจะรวนเร ทำให้ร่างกายรู้สึกเหนื่อย ระบบการเผาผลาญก็จะทำงานได้ช้าลงด้วยเช่นกัน  การนอนน้อยทำให้คุณกินมากขึ้นเพื่อให้มีเรี่ยวเเรงที่จะสามารถทำงานหรือทำกิจกรรมต่างๆ ได้  ทั้งยังทำให้เกิดการต้านทานต่ออินซูลิน การเผาผลาญกลูโคสลดลง เพิ่มความเสี่ยงในการเกิดโรคเบาหวานหรือโรคอื่นๆตามมาได้ในอนาคต     นอกจากนี้ยังส่งผลต่อ ฮอร์โมนเกรลิน (ghrelin)เเละ เลปติน (Leptin)ที่มีบทบาทสำคัญต่อความรู้สึกหิวเเละความสมดุลของการใช้พลังงานในร่างกาย ฮอร์โมนเกรลินจะกระตุ้นให้เกิดความหิวเเละความอยากอาหาร โดยเฉพาะอาหารจำพวกแป้ง ในขณะที่ฮอร์โมนเลปตินลดความอยากอาหารเเละเพิ่มการใช้พลังงานของร่างกายระดับฮอร์โมนทั้งสองมีความเกี่ยวข้องกับการนอนหลับ  เมื่อร่างกายนอนหลับไม่เพียงพอ ระดับของเกรลินจะเพิ่มขึ้น เเละระดับเลปตินจะลดลง ทำให้เกิดความหิวเเละความอยากอาหาร จึงเป็นการเพิ่มความเสี่ยงต่อการเป็น   โรคอ้วน  หรือ โรคเบาหวานชนิดที่2ได้ง่ายขึ้นนั่นเองค่ะ    เเละอักหนึ่งปัจจัยที่สำคัญคือ  เมื่อคุณนอนไม่พอเเละเกิดอาการเหนื่อยล้า  อ่อนเพลีย  คุณก็จะไม่มีเเรงออกกำลังกาย เเละคุณจะไม่รู้สึกอยากทำอะไรเลยเพราะร่างกายไม่พร้อมเมื่อเราไม่ได้ออกกำลังกาย ร่างกายก็จะไม่เกิดการเผาผลาญ ทำให้คุณเกิดพฤติกรรมเนือยนิ่ง  ดังนั้นคุณจะเห็นได้เลยนะคะว่า สาเหตุของการที่คุณน้ำหนักตัวเพิ่มขึ้นนั้นก็มาจากการที่ร่างกายของคุณเหนื่อยล้าเต็มที  มันเลยส่งสัญญาณเรียกร้องขอพลังงานจากตัวคุณเพื่อเป็นการชดเชยการอดหลับอดนอน  เเละอาหารที่คุณจะเลือกรับประทานก็คงหนีไม่พ้นอาหารตามใจปากทั้งหลายที่ล้วนเเต่อุดมไปด้วยน้ำตาลเเละไขมัน เเบบนี้เเย่เเน่นอนค่ะ      จากที่เรารวบรวมข้อมูลทั้งหมดมาฝากกัน พอจะเริ่มเห็นคุณค่าเเละความสำคัญของการนอนหลับกันบ้างหรือยังค่ะ ไม่ว่าชีวิตของคุณจะมีตารางเเน่นเอี๊ยดขนาดไหนก็พยายามเปลี่ยนแปลงการใช้ชีวิตจัดสรรเวลาให้กับการนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ  นอกเหนือจากนี้เเล้วการนอนให้มีคุณภาพก็เป็นเรื่องสำคัญไม่เเพ้กันนะคะ  การนอนอย่างมีคุณภาพคืออะไร?ไม่อยากเลยค่ะ หากคุณอยากควบคุมความหิวไม่เป็นเวล่ำเวลาของคุณเเล้วล่ะก็ ต้องเริ่มต้นจากการพัฒนาการนอนให้มีประสิทธิภาพขึ้นด้วย เช่น การปรับปุณหภูมิห้องให้เย็นพอเหมาะ สภาพเเวดล้อมภายในห้องควรมีเเสงสว่างน้อยที่สุด เเละรู้ไหมค่ะว่าการนอนในห้องมืดๆ นั้นช่วยลดความเสี่ยงที่จะทำให้อ้วนได้มากกว่าคนที่นอนห้องสว่างถึง 21 เปอร์เซนต์เลยทีเดียว ขณะที่คุณนอนก็ไม่ควรเปิดโทรทัศน์ ไม่เอาโทรศัพท์ไว้ข้างตัว ให้ห้องนอนปราศจากเสียงรบกวนทั้งหลาย หลีกเลี่ยงการทำกิจกรรมที่ทำให้ร่างกายต้องตื่นตัว   **เเต่ทั้งนี้ทั้งนั้นเเล้วก็ไม่ได้หมายความว่า ถ้าคุณอยากลดน้ำหนักเเล้ว จะต้องอาศัยการนอนเยอะๆ หรือนอนมากจนเกินไป เพราะนั่นก็อาจทำให้คุณมีน้ำหนักตัวที่เพิ่มขึ้นได้หากขาดการออกกำลังกายจะยิ่งส่งผลให้การเผาผลาญพลังงานลดน้อยลง   รู้กันอย่างนี้เเล้ว ลด ละ หรือเลิกพฤติกรรมทั้งหลายที่จะทำให้คุณนอนหลับพักผ่อนไม่เพียงพอกันเถอะนะคะ  ก่อนที่ทุกอย่างจะสายเกินไป เพราะหากวันนั้นมาถึง อาจไม่เเค่รอบพุงที่เพิ่มหนาขึ้น หรืออาจจะไม่ใช่เเค่เรื่องโโรคอ้วน เเต่คุณอาจได้ของเเถมอื่นๆ ตามมาก็เป็นได้     …

เข่าลั่น! กร๊อบเเกร๊บ เกิดจากอะไร?

กร๊อบ!แกร๊บ!  คุณเคยได้ยินเสียงดังลักษณะนี้จากหัวเข่าเวลาลุกเดิน หรือยืดขากันบ้างหรือเปล่าค่ะ? ถ้าเคยเเล้วล่ะก็สงสัยหรือเปล่าว่าอาการเข่าลั่นมันเกิดขึ้นจากอะไร? มันคือสัญญาณเตือนของอะไรหรือเปล่า  เพราะกระดูกทุกๆส่วนของร่างกายนั้นเป็นอวัยวะที่สำคัญมาก การให้ความสำคัญกับการดูเเลเเละบำรุงกระดูกจึงเป็นเรื่องที่สำคัญมากอีกเรื่องหนึ่ง ซึ่งหากเกิดอาการเข่าลั่นดังกร๊อบแกร๊บขึ้นมาเเล้วล่ะก็  เราจึงต้องมาทำความเข้าใจกันก่อนค่ะว่ามันเกิดขึ้นจากอะไรกันเเน่ วันนี้เราเลยถือโอกาสมาไขข้องใจเรื่องนี้ให้คุณผู้อ่านทุกคนกันค่ะ เสียงลั่นจากเข่านั้นเกิดขึ้นจากอะไร?สำหรับอาการเข่าลั่นหรือเกิดเสียงขึ้นจากข้อเข่านั้นเกิดได้เป็น 2 ลักษณะใหญ่ๆ นั่นก็คือ1.  เเบบที่ไม่มีอาการปวดร่วมด้วยซึ่งเสียงดังจากข้อเข่าลักษณะนี้จะเกิดขึ้นเฉพาะเวลาที่มีการงอเข่ามากๆ ในบางท่าทาง หรือการนั่งยองๆ  หรือการลุกขึ้นจากเก้าอี้เตี้ย ซึ่งเสียงเข่าลั่นในลักษณะนี้ไม่ถือว่ามีความอันตรายใดๆ เพราะเป็นเเค่การเหยียดงอ ทำให้กระดูกอ่อน หรือเนื้อเยื่อรอบๆ เข่าของเรามีการเข้าที่กัน  โดยทั่วไปเเล้วจะไม่มีปัญหาใด ไม่ต้องเข้ารับการรักษาเเละไม่ถือว่าเป็นอาการสำคัญของการเกิดข้อเข่าเสื่อม 2.  เเบบที่มีเสียงร่วมไปกับอาการปวดสำหรับลักษณะนี้หากเกิดอาการเข่าลั่นดังกร๊อบเเกร๊บในเข่าเเละมีอาการปวดเข่าร่วมไปด้วย เเละเสียงที่ดังก็มากขึ้นเรื่อยๆ ตามระยะเวลา อาจจะเกิดความผิดปกติอื่นๆ เช่น  อาการข้อเข่าเสื่อม เนื่องจากกระดูกอ่อน ผิวข้อมีการสึกกร่อนจนพื้นผิวข้อขรุขระ เเละมีน้ำหล่อเลี้ยงภายในข้อเข่าที่จะช่วยลดเเรงกระเเทกระหว่างผิวข้อนน้อยลงย่อมจะทำให้เกิดเสียงได้มากขึ้น  หรือมีการฉีกขาดของเส้นเอ็นหรือหมอนรองกระดูกในข้อเข่า ที่เกิดขึ้นจากอุบัติเหตุต่างๆ ซึ่งสามารถทำให้เกิดเสียงดังเมื่อมีการขยับข้อเข่ามาในองศาที่มีการขบกับหมอนรองกระดูกที่ขาดเเละลอยขึ้นมา ทำให้มีอาการเข่าล็อค เหยียดงอเข่าไม่ได้ ร่วมกับการมีอาการปวดอย่างมาก  ซึ่งเสียงดังจากข้อเข่าในลักษณะนี้ ไม่ควรปล่อยทิ้งไว้เพราะอาจเกิดอันตราย  เพราะหากข้อเข่าเสื่อมมากขึ้นโดยไม่ได้รับการรักษา หรือมีหมอนรองกระดูกฉีกขาด ที่เราไม่ได้รับการรักษาอาจทำให้เกิดการฉีกขาดเพิ่มมากขึ้นได้ ดังนั้นควรไปพบเเพทย์เพื่อทำการตรวจวินิจฉัยว่าเกิดจากสาเหตุอะไร เพื่อจะได้ทำการรักษาได้อย่างทันท่วงที เพราะอาการในบางรายอาจเป็นสัญญาณเตือนนำไปสู่โรคอื่นๆ ได้เหมือนกัน  วิธีการรักษา ทำได้อย่างไรบ้าง ? สำหรับวิธีการรักษาอาการเสียงดังจากข้อเข่าเเละมีลักษณะปวดร่วมไปด้วยนั้น จะขึ้นอยู่กับสาเหตุเป็นสำคัญ เช่น ถ้าหากอาการเจ็บนั้นเกิดจากอุบัติเหตุ หรือหมอนรองกระดูกเกิดการฉีกขาดหมองรองกระดูกเกิดการเผยอขึ้น กระดูกอาจจะไปงัดกับหมอนรองกระดูกทำให้เกิดเสียง  เจ็บเเละเหยียดงอข้อเข่าทำได้ไม่ดี ในส่วนนี้จึงจำเป็นต้องได้รับการแก้ไข  ในขณะที่เสียงที่เกิดจากกระดูกที่เกิดจากการเสื่อมขึ้นก็จะขึ้นอยูกับระดับความรุนเเรง ซึ่งอาจทำการรักษาได้ตั้งเเต่ การทำกายภาพบำบัด  การรับประทานยาเพื่อรักษาข้อเข่าเสื่อม การใช้ที่พยุงข้อ การฉีดน้ำเลี้ยงข้อเทียม หรือหากอาการรุนเเรง มากเเล้ววิธีการผ่าตัดก็จำเป็นต้องทำ มาบริหารข้อเข่ากันเถอะ!ลองมาปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการนั่งเพื่อลดความเสี่ยงในการเกิดเข่าลั่นด้วย “ท่าถีบจักรยานอากาศ”  เพียงยกขาขึ้นมาเสมือนเป็นการถีบจักรยานจริงๆ ในองศาเเคบๆเกร็งกล้ามเนื้อด้านหน้าข้อเข่า ให้ทำต่อเนื่องประมาณ 30 วินาที เเละสลับข้างกัน ทำเเบบนี้ 2 ข้าง ประมาณ 10 – 15 ครั้ง หากคุณสามารถทำได้อย่างต่อเนื่อง กล้ามเนื้อรอบข้อเข่าของเราก็จะเเข็งเเรงขึ้น ได้ทราบกันไปเเล้วนะคะว่าเสียงกร๊อบแกร๊บที่ดังขึ้นมาจากข้อเข่านั้นมีสาเหตุมากจากอะไรนอกจากการใช้ท่าเพื่อบริหารกล้ามเนื้อรอบข้อเข่าของเราเเล้ว การเสริมสร้างกระดูกให้เเข็งเเรงนั้นสารอาหารสำคัญอย่างเเคลเซียมเเละวิตามินดี นอกจากจะช่วยเสริมสร้างให้กระดูกเเข็งเเรงเเล้ว วิตามินดีก็ยังเป็นการช่วยเพิ่มการดูดซึมเเคลเซียมเเละเพิ่มการเจริญเติบโตของกระดูก ลองมารับประทานอาหารช่วยบำรุงกระดูกที่มีส่วนช่วยในการเติมเเคลเซียมให้กับร่างกายอย่างเช่น งาดำ เนื้อปลา ไข่ โยเกิร์ต กล้วย นม หรือธัญพืชต่างๆ เป็นต้นค่ะ  ดังนั้นอย่าลืมหันมาให้ความสำคัญกับการ ดูเเลกระดูกอยู่เสมอนะคะ  ขอบคุณข้อมูล :  www.si.mahidol.ac.th 

ดูเเลตัวเองอย่างไร ให้ห่างไกลโรคกระเพาะ เริ่มได้ที่ตัวคุณ!

หนึ่งในโรคยอดฮิตที่ทำให้หลายต่อหลายคนตกเป็นเหยื่อ ไม่ว่าจะช่วงวัยใด ชื่อโรคกระเพาะ หรือ โรคแผลในกระเพาะอาหาร น่าจะเป็นชื่อโรคที่เข้ามาเป็นลำดับเเรกๆเลยล่ะค่ะลองคิดดูซิค่ะว่านอกจากวิถีชีวิตที่เปลี่ยนแปลงไป เราทำอะไรเเบบเร่งรีบ เเข่งขันกับตัวเองเเละคนอื่นไม่พอ ก็ยังต้องคอยเเข่งกับเวลาอีกด้วย หนึ่งในสิ่งที่เปลี่ยนแปลงไปก็คือเรื่องของพฤติกรรมการรับประทานที่จะต้องกินอะไรเเบบรวดเร็ว เเต่ความสดใหม่เเละสารอาหารที่จะนำเข้าสู่ร่างกายกลับลดน้อยลง เหล่านี้ล้วนเเต่ก่อให้เกิดปัญหาสุขภาพตามมาได้เหมือนกัน โดยเฉพาะโรคกระเพาะอาหารที่มีสาเหตุสำคัญมาจากพฤติกรรมการรับประทานอาหารของเราเป็นสำคัญ คนที่ไม่เคยสัมผัสถึงอาการนี้ก็คงไม่มีความเข้าใจนักหรอกนะคะว่าเจ็บหรือทรมานเพียงใด เเต่ในเมื่อเราเลือกที่จะดูเเลสุขภาพเเละป้องกันมันได้ก็น่าจะเป็นหนทางที่ดีกว่า วันนี้เราเลยขอนำเสนอเคล็ดลับการดูเเลสุขภาพให้ห่างไกลโรคกระเพาะอาหาร ว่าเเล้วก็ตามไปดูเลยจ้า เเต่เดี๋ยวก่อนค่ะ ก่อนที่เราจะพาทุกคนไปดูเคล็ดลับดีๆ ในการดูเเลตัวเองให้ห่างไกลจากโรคกระเพาะนั้นลองมาดูกันหน่อยดีกว่าค่ะว่า โรคกระเพาะ  (Peptic Ulcer) หรือชื่อในวงการก็คือ โรคเเผลในกระเพาะอาหาร ถือเป็นอีกหนึ่งโรคที่คอยสร้างความเจ็บปวดเเละทรมานให้กับผู้ที่เป็นเป็นอย่างมาก สาเหตุสำคัญของการเกิดโรคนี้ก็คือพฤติกรรมการกินที่ไม่ดีต่อสุขภาพทั้งหลายเป็นส่วนใหญ่ อาการที่พบจากโรคนี้ก็คือ อาการปวดเเสบ ปวดตื้อ จุกเเน่น  หรือปวดเสียดท้อง  ตรงบริเวณใต้ลิ้นปี่  อาการปวดเหล่านี้เป็นได้ทั้งเวลาก่อนกินอาหาร หรือหลังการกินอาหารใหม่ๆ หรือเเม้เเต่เวลาท้องว่าง ก็สามารถปวดท้องโรคกระเพาะได้เหมือนกัน เเละที่สำคัญก็มักจะเกิดกับกลุ่มคนวัยทำงานหนุ่มสาวชาวออฟฟิศทั้งหลาย หรือคนที่ขาดวินัยในการกินอาหารอย่างตรงเวลานั่นเองซึ่งอาการปวดท้องนั้นเกิดจากภาวะมีกรดในกระเพาะอาหารมาก  ซึ่งกรดตัวนี้จะไปสร้างความกระเพาะอาหาร จนทำให้เกิดแผลที่ผนังของกระเพาะอาหาร หรือลำไส้เล็กตอนบนซึ่งจะมีอาการเป็นๆ หายๆ เเละปวดราว 15 – 30 นาที เเละอาการจะบรรเทาลงได้หากได้กินข้าว ดื่มน้ำ ดื่มนมหรือรับประทานยาลดกรดนั่นเองค่ะ1.  พยายามหลีกเลี่ยงอาหารที่ให้รสจัด ไขมันสูง หรืออาหารที่มีฤทธิ์เป็นกรดสำหรับอาหารรสจัด โดยเฉพาะอาหารรสเผ็ดจัด อาจทำให้คนที่เป็นโรคกระเพาะอยู่เเล้วอาจจะเกิดการอักเสบมากขึ้น  หรือส่งผลต่อเยื่อยุกระเพาะอาหารได้ ดังนั้นให้ช่วงที่เกิดอาการเหล่านี้อยู่เเล้ว ก็พยายามหลีกเลี่ยงอาหารรสจัดไว้ก่อน   เเละในส่วนของอาหารที่มีฤทธิ์เป็นกรดสูง เช่น มะนาว สามารถทำให้เกิดแผลในกระเพาะอาหารได้ หรือเเม้เเต่อาหารที่ให้ไขมันสูงนั้นมีความย่อยยาก จะมีผลทำให้กระเพาะอาหารทำงานได้ยากมากขึ้น เพราะต้องหลั่งน้ำย่อยออกมาย่อยอาหารพวกนี้ รวมไปถึงการกินอาหารเหล่านี้จะทำให้ตับเเละไตต้องทำงานหนัก ต่างก็เกิดความเสี่ยงที่จะเป็นโรคกระเพาะมากกว่าปกติด้วยนั่นเองค่ะ 2.  ปรับพฤติกรรมการกินอาหาร เมื่อพูดถึงพฤติกรรมการกินอาหารก็คงต้องว่าเรื่องนี้กันยาวหน่อยเเล้วล่ะค่ะ โดยเฉพาะพฤติกรรมการกินอาหารเเบบเร่งรีบ เเละกินอาหารไม่เป็นเวลา ต่างก็เป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดโรคกระเพาะได้ทั้งสิ้น การทานอาหารไม่ต้องต่อเวลาจะส่งผลให้น้ำย่อยในกระเพาะอาหารถูกผลิตออกมาเเล้วเป็นการไปทำร้ายผนังกระเพาะอาหารจนกระทั่งกระเพาะอาหารเกิดการอักเสบ เเละจะยิ่งทำให้คุณปวดท้องทรมานมากขึ้น ไม่ควรกินอาหารในปริมาณที่มาก จนรู้สึกอิ่มจนเกินไป เพราะจะส่งผลให้มีกรดหลั่งออกมามากเกินควร  หรือเเม้เเต่การเร่งรีบรับประทานอาหาร ควรเปลี่ยนมากินอาหารให้ช้าลง เเละเคี้ยวให้ละเอียดมากขึ้น หรือลองเเบ่งอาหารเป็นมื้อเล็กๆ หลายๆ มื้อ เพื่อช่วยเป็นการให้กระเพาะอาหารไม่ต้องทำงานหนักจนเกินไปนั่นเองค่ะ   3.  เน้นการรับประทานผัก ผลไม้ เเละอาหารที่ให้กากใยอาหารอาหารที่อุดมไปด้วยเส้นใยอาหาร อย่างเช่น  พืชตระกูลถั่ว ธัญพืช บร็อกโคลี่ เเครอท มะละกอ ข้าวโอ๊ต หรือแอปเปิ้ล เป็นต้น ซึ่งอาหารเหล่านี้ล้วนเเต่ดีต่อผู้ป่วยโรคกระเพาะอาหารเป็นอย่างมากเลยค่ะ เพราะมีใยอาหารชนิดเพคตินมาก ช่วยป้องกันโรคกระเพาะ เเละมะเร็งในกระเพาะอาหาร ผักใบเขียวหรือผักที่อุดมไปด้วยเส้นใยอาหาร หลายชนิดให้วิตามินเคสูง มีส่วนช่วยให้แผลในกระเพาะอาหารหายได้เร็วเเละไม่ทำงานหนักจนเกินไปนั่นเองค่ะ 4.  งดกินยาแก้ปวดข้อ หรือเเก้ปวดกระดูกสำหรับยาแก้ปวดข้อ ปวดกระดูก หรือเเม้เเต่ยาชุดต่างๆ ยาสเตียรอยด์ ยาลูกกลอน ยาหม้อต่างๆ ยาในกลุ่มนี้จะเป็นการทำลายเยื่อบุกระเพาะอาหารทำให้เกิดแผลที่กระเพาะอาหารได้เหมือนกันนะคะ 5.  ทานอาหารที่ช่วยป้องกันโรคกระเพาะคนที่เป็นโรคกระเพาะจะทราบกันดีว่าโรคกระเพาะอาหารเมื่อได้เป็นเเล้วก็จะรักษาให้หายขาดได้ยาก เเละยังสามารถกลับมาเป็นได้เรื่อยๆ อีกต่างหาก ดังนั้นเมื่อคุณต้องเผชิญอยู่กับโรคกระเพาะเเล้วล่ะก็ลองหาอาหารเหล่านี้ไปรับประทานเพื่อเป็นการบรรเทาอาการของโรคกระเพาะอาหารกันดีกว่าค่ะ เช่นกล้วยน้ำว้า เพราะในผลของกล้วยน้ำว้ามีน้ำ แป้ง ไขมัน โปรตีน  ใยอาหาร เกลือเเร่วิตามิน รวมไปถึงเอนไซม์ต่างๆ เเละยังมีคุณสมบัติสำคัญในการช่วยเร่งสมานแผลในกระเพาะอาหาร อีกทั้งภายในกล้วยน้ำว้าก็ยังมี “สารเซโรโทนิน” ที่เมื่อเข้าสู่ร่างกายเเล้วก็จะนำไปยับยั้งการหลั่งน้ำย่อยในกระเพาะอาหาร เเละกระตุ้นลำไว้เล็กให้บีบตัวมากขึ้น เป็นการรักษาเเผลในกระเพาะอาหารได้อีกด้วยนะคะ กระเทียม  มีคุณสมบัติสำคัญในการฆ่าเชื้อได้ดีพอๆกับยาเพนนิซิลิน เเละก็ยังใช้ได้ดีกับเเบคทีเรียดื้อยาได้อีกด้วย ดังนั้นการกินกระเทียมสดจึงเกิดประโยชน์เป็นอย่างมากนั่นเองค่ะ ว่านหางจระเข้  สมุนไพรที่คุณสามารถหาได้ง่ายไม่ยุ่งยาก นอกจากมีสรรพคุณสำคัญในการช่วยลดการอักเสบเเล้ว ก็ยังมีสารไกลโคโปรตีนที่ช่วยรักษาโรคกระเพาะอาหารเเละอาการกรดไหลย้อนได้เป็นอย่างดีอีกด้วยล่ะค่ะ  ขมิ้นชัน  สำหรับขมิ้นชันที่เราคนไทยนำมาใช้ประโยชน์เนิ่นนานเเล้วเหมือนกันนะคะ นอกจากสามารถนำมาประกอบอาหารได้หลากหลายเเล้ว ก็ยังมีคุณสมบัติสำคัญในการช่วยบรรเทาอาการปวดท้อง เเน่นจุกเสียด หรือท้องอืด ได้เป็นอย่างดีอีกด้วยล่ะค่ะ จึงมีการนิยมนำขมิ้นมาใช้เพื่อการสมานเเผลในกระเพาะอาหาร เเละทำความสะอาดลำไส้รวมถึงรักษาโรคกระเพาะอาหารด้วยนั่นเองค่ะ  6.  ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอขาดไปไม่ได้เลยนะคะสำหรับเคล็ดลับข้อนี้ที่ไม่ว่าคุณจะเป็นโรคกระเพาะหรือไม่ก็ตาม ผลพวงจากการออกกำลังกายจะเป็นการช่วยคุณให้ห่างไกลโรคภัยไข้เจ็บด้วยนั่นเองค่ะการออกกำลังกายยังเป็นการช่วยผ่อนคลายความเครียด เป็นการช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดโรคกระเพาะอาหารได้เป็นอย่างดีอีกด้วยล่ะค่ะ  7. งด หรือละการดื่มเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีน น้ำอัดลม หรือเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์พึงตระหนักไว้มากๆ เลยนะคะว่า พวกชา กาเเฟ น้ำอัดลม หรือเเม้กระทั่งเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ทั้งหลายนั้น ล้วนเเต่เป็นเครื่องดื่มที่มีสารคาเฟอีนอยู่มาก เช่น หากคุณดื่มน้ำอัดลมในช่วงที่อาการโรคกระเพาะกำเริบอยู่เเล้วล่ะก็ แก๊สที่อยู่ในน้ำอัดลมจะส่งผลให้เกิดอาการเเน่นท้อง เพราะมีแก๊สในกระเพาะอาหารเยอะ  หรือในส่วนของเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ที่จะเข้าไปทำให้อาการนี้ของคุณเเย่ลงอีกเเถมแอลกอฮอล์ยังเป็นสาเหตุสำคัญหลักที่ทำให้กระเพาะอาหารของคุณเกิดการอักเสบ เพราะเเอลกอฮอล์เข้าไปทำลายหรือทำให้เยื่อบุกระเพาะอาหารเกิดการอักเสบมากขึ้น ดังนั้นหากเลี่ยงได้ก็พยายามเลี่ยงหรืองดไปได้เลยก็เป็นสิ่งที่ดีต่อสุขภาพของเรามากกว่าด้วยค่ะ 8.  บอกลาพฤติกรรมการสูบบุหรี่ เเค่ขึ้นชื่อว่า สูบบุหรี่ ก็มองไม่เห็นประโยชน์อะไรอยู่เเล้ว หากคุณป่วยด้วยโรคกระเพาะด้วยเเล้วล่ะก็ การสูบบุหรี่จะยิ่งเป็นการบั่นทอนสุขภาพมากเข้าไปอีก  เพราะนอกจากจะเป็นการทำให้สุขภาพปอดของคุณเสื่อมประสิทธิภาพเเล้ว  สารพิษต่างๆ ที่อยู่ภายในบุหรี่จะเข้าไปชะลอการรักษากระเพาะอาหารทำให้อาการหนักขึ้น  9.  หลีกเลี่ยงความเครียดทำตัวให้ผ่อนคลายอยู่เสมอพยายามหลีกเลี่ยงพฤติกรรมต่างๆ นานาที่ทำให้คุณเกิดความเครียด  เพราะเมื่อร่างกายของเราเกิดความเครียดมันก็จะปล่อยสารที่มีฤทธิ์เป็นกรดในกระเพาะอาหารออกมามากขึ้น ซึ่งมันก็จะเป็นการเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดแผลในกระเพาะอาหาร ดังนั้นหมั่นผ่อนคลายร่างกาย เเละจิตใจของคุณจากความเครียดอยู่เสมอ ด้วยการทำกิจกรรมต่างๆ เช่น การออกกำลังกาย ทำงานอดิเรกที่ชอบ หรือการเล่นโยคะ ที่ช่วยให้ทั้งสุขภาพกายเเละสุขภาพใจของคุณเเข็งเเรงขึ้นนั่นเองค่ะ เห็นไหมล่ะค่ะว่าพฤติกรรมเล็กๆ น้อยๆ เกี่ยวกับการเลือกรับประทานอาหารที่คุณมองข้ามไปก็อาจจะเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้คุณต้องเสี่ยงต่อโรคกระเพาะอาหารได้เหมือนกันดังนั้นไม่ว่าจะเป็นการป้องกันหรือรักษาโรคกระเพาะอาหารให้ได้ผลนั้น ก็จำเป็นจะต้องรักษากันที่ต้นเหตุ ไม่ว่าจะเป็นพฤติกรรมการกินอาหาร ชนิดของอาหารที่คุณรับประทานเข้าไป หัวใจสำคัญของการดูเเลรักษาตัวเองให้ห่างไกลโรคกระเพาะอาหารก็คือ การหันมาให้ความสำคัญกับการกินอาหาร เเต่หากคุณพยายามปรับพฤติกรรมการรับประทานอาหารเเล้วเเต่ยังไม่มีทีท่าว่าอาการของโรคกระเพาะอาหารจะหายไปเเล้วล่ะก็ควรรีบไปพบเเพทย์เพื่อขอคำปรึกษาอย่างถูกต้องเเละหาสาเหตุที่ชัดเจน อย่าลืมนะคะว่า…ทุกอย่างนั้นเริ่มต้นได้ที่ตัวของคุณเองค่ะติดตามเคล็ดลับเพื่อสุขภาพ…คลิก >  https://www.facebook.com/youhealth.info ติดตามช่อง youtube channel….คลิก > https://www.youtube.com/c/youhealthyou-health 

ชาปลายมือปลายเท้า ไม่ควรนิ่งนอนใจ!

อาการชา  ชาตามมือเท้าหรือ ชาปลายนิ้วมือนิ้วเท้า  เป็นอาการที่พบได้มากในกลุ่มคนทำงาน ที่อาจเกิดขึ้นได้จากหลายสาเหตุ บางคนมีอาการเพียงชั่วครู่ บางคนก็มีอาการมากกว่านั้น ซึ่งอาจเกิดขึ้นได้จากหลายสาเหตุ เช่น การอยู่ในท่าเดิมเป็นเวลานาน ทำให้เลือดไปเลี้ยงร่างกายไม่ทั่วถึง  การที่ร่างกายมีระดับธาตุเเละวิตามินผิดปกติ  อาการชาถือว่าเป็นอาการทางระบบประสาทเเม้ว่าดูเหมือนจะไม่ใช่เรื่องใหญ่โตอะไร เเต่ก็อาจทำให้ผู้ป่วยเกิดความรำคาญ เเละตัวของผู้ป่วยเองก็ไม่ควรนิ่งนอนใจ เพราะอาจเป็นสัญญาณหนึ่งของร่างกายที่บ่งบอกถึงความผิดปกติของระบบประสาท โดยเฉพาะเมื่อหากคุณมีอาการมือเท้าชาบ่อยครั้งนั่นเองค่ะ จึงควรหาสาเหตุเเละวิธีการแก้ไขอาการก่อนที่จะเกิดอาการเเทรกซ้อนอื่นๆ ตามมานั่นเองค่ะ อาการชา เป็นอาการผิดปกติของระบบประสาทรับความรู้สึก ซึ่งจริงๆ เเล้วสามารถเกิดขึ้นได้กับทุกส่วนของร่างกาย โดยเฉพาะที่นิ้วมือ เเขน เท้า หรือขา เป็นอาการที่มีความรู้สึกเจ็บ ปวด ร้อน หรือเย็นน้อยกว่าปกติหรือไม่มีความรู้สึกเลย บางคนอาจรู้สึกชาที่ปลายเท้าหรือบริเวณอื่นๆ คล้ายกับมีอะไรยุบยิบตามปลายมือปลายเท้าเเต่จริงๆ เเล้วอาการชาเกิดจากหลายสาเหตุเเละมีด้วยกันหลายประเภท ทั้งอาการชาเฉพาะจุด ชาเเขนหรือขาข้างเดียว หรือชาเฉพาะขา เเขนไม่ชา หรือชาเฉพาะเเขน ไม่ชาขา หรืออาจจะชาทั้งเเขนเเละขาเลยก็ได้โดยอาการชาที่เกิดขึ้นที่เเขนหรือขาข้างเดียวนั้นมักจะเกิดจากอาการบาดเจ็บหรือกดทับของเส้นประสาทบริเวณนั้นเเค่บริเวณเดียว เช่น การที่มือข้าวเดียวมักจะเกิดจากการกดทับของเส้นประสาทที่บริเวณข้อมือ ที่พบมากที่สุด คือ อาการของโรคอุโมงค์ข้อมือในข้อมือข้างนั้นๆ  ส่วนอาการชาที่เกิดขึ้นมากกว่าหนึ่งข้าง อาจจะเกิดจากสาเหตุอื่นๆ ที่แอบซ่อนอยู่ การเกิดอาการชาที่ปลายเท้าทั้งสองข้างในลักษณะที่เหมือนกับการใส่ถุงเท้านั้นเป็นลักษณะของปลายประสาทผิดปกติจากโรคเบาหวานเรื้อรัง (Diabetic neuropathy) อาการหมอนรองกระดูกสันหลังกดทับเส้นประสาท (Herniate disc) จะทำให้เกิดอาการชาตรงกับระดับที่ตรงกับไขสันหลังที่เกิดการกดทับ การขาดวิตามินบางชนิด เช่น วิตามินอี วิตามินบี 1 วิตามินบี 6 เเละวิตามินบี 12 ก็จะทำให้เกิดอาการเช่นนี้ได้เหมือนกัน หรือเเม้อย่างปัจจัยเสี่ยงจากการที่คุณดื่มแอลกอฮอล์เป็นเวลานานๆ ก็จะทำให้เกิดอาการเช่นนี้ได้เเต่ถึงเเม้ว่าอาการชาปลายมือปลายเท้านั้นจะเกิดจากสาเหตุที่ไม่เป็นอันตรายร้ายเเรง เเต่ก็มีบางส่วนที่เกิดจากโรคอันตราย เช่น ภาวะหลอดเลือดสมองอุดตันหรือเเตกในกรณีที่รู็สาเหตุเเน่ชัดว่าอาการชาปลายมือปลายเท้านั้นเกิดจากอะไร  เเพทย์ก็จะทำการรักษาตามสาเหตุนั้นๆ เช่น  มือเท้าชาที่เกิดจากโรคเบาหวาน อาการชาเองก็เป็นภาวะเเทกซ้อนที่เเสดงถึงภาวะของโรคเบาหวานที่รุนเเรงมากขึ้น ดังนั้นผู้ป่วยโรคเบาหวานหากจะบรรเทาหรือรักษาอาการนี้ก็ต้องควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดให้อยู่ในช่วงที่เหมาะสม เเต่หากในกรณีที่ไม่สามารถหากสาเหตุของอาการชาปลายมือปลายเท้าได้ ก็ควรรีบไปปรึกษาเเพทย์ เพราะหากอาการชานั้นเกิดบ่อยขึ้นเเต่คุณปล่อยไว้ เสี่ยงที่จะทำให้เกิดอุบัติเหตุหรือบาดเเผลได้ง่ายมากขึ้น เช่น หากเท้าเหยียบตะปูหรือมือถูกของร้อนคุณจะไม่สามารถชักมือหนีจากของร้อน ทำให้เท้าเเละมือเกิดบาดแผลได้ง่าย ซึ่งจะเเตกต่างจากคนทั่วไปที่เมื่อเจอสถานการณ์เเบบนี้จะรับชักมือหนีเลยทันที  นี่จึงเป็นอีกหนึ่งเรื่องที่คุณต้องเพิ่มความระมัดระวังเป็นพิเศษนั่นเองค่ะ  ชาปลายมือปลายเท้าบ่อยเเค่ไหนไม่ควรวางใจ…ควรไปพบเเพทย์หากมีอาการชาที่บริเวณปลายมือปลายเท้าตั้งเเต่ 2 – 3 วันขึ้นไป เเละไม่มีทีท่าว่าอาการเหล่านี้จะดีขึ้นเเล้วล่ะก็ให้คุณเริ่มต้นจากการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม เช่น ออกกำลังกายเปลี่ยนอิริยาบถระหว่างวันให้บ่อยขึ้นรวมถึงเปลี่ยนที่นอนเปลี่ยนหมอนหากอาการมือเท้าชาของคุณยังไม่ดีขึ้น ภายในระยะเวลาราว 1 สัปดาห์ ก็ไม่ควรปล่อยไว้อีกต่อไปให้รีบไปพบเเพทย์เพื่อหาสาเหตุเเละเเนวทางในการรักษาเพื่อให้เกิดอาการลุกลามไปมากหว่านี้นั่นเองค่ะ ***สำหรับอาการชาที่ที่เกิดขึ้นจากความผิดปกติในสมองนั้นจะสังเกตได้ว่าจะมีการชาเป็นบริเวณที่เป็นซีกๆ ไม่ว่าจะซีกขวาหรือซีกซ้ายด้านใดด้านหนึ่ง เเละอาจมีอาการอ่อนเเรง หยิบจับของไม่ติด เดินเเล้วขาหรือข้อเท้ายกไม่ขึ้นร่วมกันด้วย ถ้าคุณมีอาการเหล่านี้ก็ไม่ต้องรอสังเกตอะไรอีกเเล้วค่ะ  รีบไปพบเเพทย์ให้ด่วนที่สุดเลยดูเเลตัวเองจากอาการชาเนื่องจากอาการชาเกิดได้จากหลายสาเหตุ ซึ่งสาเหตุที่เราสามารถป้องกันหรือดูเเลได้หากคุณทราบสาเหตุของอาการชาก็จะสามารถแก้ไขได้ที่สาเหตุอย่างตรงจุดนั่นเองค่ะเช่น หากเกิดอาการชาจากภาวะเบาหวาน ถ้าผู้ป่วยสามารถควบคุมน้ำตาลได้ดี ให้อยู่ในเกณฑ์ที่เหมาะสม อาการชาก็มักจะค่อยๆ ดีขึ้นได้ เเม้จะไม่หายในคราวเดียว เเต่ก็จะค่อยๆ ลดระดับลงเมื่อเวลาผ่านไป อาการชาจากเส้นประสาทถูกกดทับ ไม่ว่าจะเป็นเฉพาะที่อย่างโรคอุโมงค์ข้อมือ หรือชาเป็นระดับ เพราะไขสันหลังถูกกดจากการที่มีหมอนรองกระดูกปลิ้นทับเส้นประสาทโรคเหล่านี้ได้ไปพบเเพทย์ เพราะอาจต้องทำการรักษาที่มากกว่าการรับประทานยา  อาการชาจากการดื่มแอลกอฮอล์มากเกินเเละเป็นเวลานานนั้น วิธีการดูเเลก็ไม่ยากเลยค่ะ เพราะหากคุณสามารถลด ลด หรือเลิกดื่มไปเลยได้ อาการก็จะดีขึ้นเรื่อยๆ นั่นเองเราจะป้องกันตัวเองอย่างไรให้ห่างไกลอาการชา…เเน่นอนค่ะว่าหลายคนคงเกิดข้อสงสัยเเล้วว่าเราจะป้องกันตัวเองอย่างไรให้ห่างไกลจากอาการเหน็บชาได้บ้าง ลองตามเราไปกันค่ะ เพราะเราทราบดีกว่าอาการชาเกิดขึ้นได้หลายสาเหตุ ซึ่งสาเหตุที่เราสามารถป้องกันด้วยตัวเองได้ก็มีไม่กี่อย่าง เช่น  ภาวะขาดวิตามิน E  เเละวิตามิน B1 B6 เเละ B12 ที่อาจทำให้เกิดอาการชาได้ เราก็สามารถป้องกันมันได้ด้วยการกินอาหารที่เป็นเเหล่งของวิตามินเหล่านี้นี่ล่ะค่ะ  วิตามิน E  เป็นวิตามินที่ละลายในไขมัน ร่างกายสามารถสะสมไว้ใช้ได้เป็นระยะเวลาค่อนข้างนาน  พบได้ในน้ำมันดอกทานตะวัน  น้ำมันรำข้าว  เเละน้ำมันถั่วเหลือง นอกจากนี้เเล้วก็ยังพบได้ในธัญพืชจำพวกถั่ว เป็นต้น วิตามิน B 1  สามารถพบได้ในผักใบเขียว เนื้อสัตว์ เเละถั่วชนิดต่างๆ  วิตามิน B 6  สามารถพบได้ในตับ เนื้อปลา เนื้อไก่ เเละธัญพืช เป็นต้นค่ะ วิตามิน B 12  พบได้มากในตับ  เนื้อสัตว์ ไม่ว่าจะเป็นเนื้อหมู เนื้อไก่ เนื้อปลา เเละธัญพืชต่างๆเองก็มีวิตามิน B 12 ด้วยเช่นกันค่ะ  ดังนั้นเเล้วการได้รับวิตามินในกลุ่มวิตามิน B จึงเป็นสิ่งสำคัญ เเละจำเป็นต่อร่างกายนั่นเองค่ะ หลายคนเมื่ออ่านมาถึงบรรทัดนี้เเล้วก็คงจะพอได้ข้อมูลดีๆ ที่คุณพอจะนำไปปรับใช้หรือติดตัวไว้เป็นความรู้ได้เเล้วนะคะ เเม้ว่าอาการชาปลายมือปลายเท้าจะดูเป็นเรื่องเล็กน้อย หรือเกิดขึ้นเป็นบางครั้งคราวสำหรับใครหลายคน เเต่นั่นล่ะค่ะก็ไม่ใช่เรื่องที่คุณควรมองข้าม มันก็อาจเป็นหนึ่งในสัญญาณเตือนของภาวะหรือโรคที่รุนเเรงขึ้นโดยเฉพาะหากคุณเกิดอาการชาบ่อยครั้งเเละรุนเเรงมากขึ้น ก็ไม่ควรปล่อยทิ้งไว้ ควรรีบไปพบเเพทย์เพื่อหาสาเหตุที่เเท้จริงเเละทำการรักษาก่อนที่โรคหรือภาวะเเทรกซ้อนต่างๆ จะทวีความรุนเเรงมากขึ้น เพราะหากเราหาสาเหตุได้เร็วก็ย่อมทำให้การรักษาเป็นไปได้อย่างรวดเร็วมากขึ้นไปด้วยนั่นเอง ดังนั้นหมั่นสังเกตตัวเองอยู่เสมอหากเกิดความผิดปกติเเล้วคุณรับมือได้ทัน ก็จะช่วยลดความเสี่ยงในการที่มันจะบานปลายไปสู่ภาวะต่างๆได้……ติดตามเคล็ดลับเพื่อสุขภาพอื่นๆ…คลิก > https://www.facebook.com/youhealth.info ติดตามช่อง youtube channel..คลิก > https://www.youtube.com/c/youhealthyou-health 

ส่อง!! เทคนิคลดน้ำหนักด้วยวิธีธรรมชาติ #เเบบได้ผลระยะยาว…

วิธีการลดน้ำหนักเเบบร้อยแปดพันเก้าวิธีบนโลกใบนี้สำหรับบางคนก็ลองมันเเล้วเกือบเเทบทุกวิธีเเต่สำหรับบางคนที่อยากจะผอม อยากจะน้ำหนักจะลดสักเเค่ไหนก็ยังไม่ผอมเสียทีจนทำเอาหลายคนเกิดความท้อเเท้เเละก็เลิกล้มความตั้งใจไปหรือให้ดีหน่อยอีกหลายๆคนก็ยังคงมีจุดมุ่งหมายเดิมเพียงเเต่เปลี่ยนแปลงวิธีการในเมื่อออกกำลังกายไม่ได้ผล ควบคุมอาหารก็ไม่โอเคงั้นก็หันไปพึ่งผลิตภัณฑ์หรือยาลดน้ำหนักเเทนซึ่งนี่ก็อาจไม่ใช่วิธีการที่ดีสักเท่าไหร่เพราะอาจจะเห็นผลเเค่ในช่วงระยะเวลาสั้นๆเเต่ไม่เกิดประสิทธิภาพในระยะยาว เเละเหตุผลอีกมากมายที่ทำให้คุณไม่ประสบความสำเร็จในการลดน้ำหนัก วันนี้ you-health ขอทำหน้าที่ส่งต่อเคล็ดลับในการลดน้ำหนักดีๆด้วยวิธีธรรมชาติเเละยังเกิดผลที่มีประสิทธิภาพในระยะยาวไปยังทุกคนพร้อมเเล้วเราตามไปส่องเทคนิคการลดน้ำหนักดีๆพร้อมกันดีกว่าค่ะ 1.อันดับเเรกปรับพฤติกรรมการกิน ก่อนสิ่งอื่นใดเราอยากจะชวนคุณมาเริ่มจากการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการกินซะก่อนเลยค่ะหลายคนมักจะมีความคิดที่ว่า ลดน้ำหนักด้วยวิธีการควบคุมอาหารเป็นวิธีที่คนส่วนใหญ่นิยมปฏิบัติกันเเต่การควบคุมอาหารก็ไม่ได้หมายถึงการที่เราจะต้องอดอาหารเราขอบอกไว้ตรงนี้เลยนะคะว่าการลดน้ำหนักด้วยการอดอาหารเป็นวิธีการที่ไม่ถูกต้องนอกจากไม่ถูกต้องเเล้วอาจจะให้ผลลัพธ์ในทางตรงข้ามกับที่คุณตั้งใจไว้อีกด้วย โดยเฉพาะมื้อเช้าเป็นมื้ออาหารที่ไม่ควรหลีกเลี่ยงเเละสำหรับการงดอาหารมื้อเช้าเพื่อการลดน้ำหนักนั้นยังทำให้คุณเสี่ยงที่อ้วนได้ง่ายมากขึ้นอีกด้วยเพราะนั่นจะส่งผลให้มื้อถัดไปของคุณทานมากขึ้นเพราะอาการหิวหรือพยายามหาของทานเล่นอื่นๆที่ไม่มีประโยชน์รับประทานเข้าไปเเละสำหรับอาหารมื้อเย็นที่ถูกมองข้ามเสมอคุณก็ไม่ควรมองข้ามอีกเช่นเดียวกันเเต่ลองเปลี่ยนจากอาหารมื้อหนักๆเป็นอาหารจำพวกผักหรือผลไม้เเทนก็ดีเลยนะคะหรือธัญพืชมากประโยชน์อย่างช้าวกล้อง หรือผลไม้ที่มีเส้นใยอาหารสูงเช่นมะม่วงดิบมะละกอฝรั่ง เป็นต้นเพราะนอกจากคุณจะได้รับประโยชน์ในเรื่องการลดน้ำหนักเเล้วก็ยังช่วยต้านทานการเกิดโรคต่างๆได้เป็นอย่างดีอีกด้วยนะคะ 2.ลงมือทำงานอาหารเอง หนึ่งเคล็ดลับสำหรับการลดน้ำหนักกที่อยากให้คุณลองทำค่ะสักมื้อต่อหนึ่งวันก็ช่วยได้เยอะเเล้วล่ะค่ะ เพราะอาหารสำเร็จรูปส่วนใหญ่ที่คุณเลือกรับประทานกันในเเต่ละมื้อเราไม่อาจทราบได้เลยค่ะว่ามีส่วนประกอบของวัตถุดิบที่ให้โทษต่อร่างกายเเละส่งผลต่อน้ำหนักของเราสักเท่าไหร่ ดังนั้นการทำอาหารทานเองก็เหมือนได้เป็นการคัดกรองขั้นตอนการทำอาหารด้วยตัวของเราเอง  โดยเฉพาะปริมาณโซเดียมเเละน้ำตาลที่ไม่เป็นผลดีกับสุขภาพของเรานั่นเองเเหละคะ 3.ดื่มน้ำให้เพียงพออยู่เสมอ น่าจะทราบกันดีอยู่เเล้วนะคะว่าการดื่มน้ำมีประโยชน์ต่อร่างกายของเราเป็นอย่างมากเเละก็ยังเป็นผลดีต่อเรื่องการลดน้ำหนักของเรามากอีกด้วย บางคนอาจเกิดคำถามว่าในเเต่ละวันก็ต้องดื่มน้ำอยู่เเล้วมันจะช่วยลดน้ำหนักของเราได้อย่างไร ถ้าอย่างนั้นคุณเเน่ใจได้เเค่ไหนค่ะว่าคุณดื่มน้ำเพียงพอต่อความต้องการของร่างกายเเล้วยิ่งถ้าคุณกำลังอยู่ในช่วงของการลดน้ำหนักด้วยเเล้วล่ะก็ยิ่งต้องดื่มน้ำให้มากขึ้นเพราะการที่ร่างกายของเราได้รับน้ำอย่างเพียงพอก็จะช่วยให้หัวใจเกิดการกระตุ้นเลือดมาเลี้ยงได้ง่ายมากขึ้นนั่นจะเป็นผลดีให้กล้ามเนื้อทำงานได้ดีขึ้น เเละก็จะเป็นที่มาของหุ่นดีตามที่คุณต้องการอย่างเเน่นอนค่ะ 4.เรื่องการออกกำลังกายไม่ใช่สิ่งที่คุณควรละเลย มาถึงประเด็นสำคัญอย่างการออกกำลังกายก็นับว่าเป็นสิ่งที่คุณไม่ควรละเลยเลยนะคะหลายคนที่ออกกำลังกายสักพักหนึ่งเเล้วเเต่ไม่เห็นถึงความเปลี่ยนแปลงเท่าที่ควรจึงเลิกล้มไป เเต่ทราบไหมค่ะว่าการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอเนี่ยล่ะค่ะกลับมีประโยชน์มากกว่าที่คุณคิดเอาเป็นว่าอย่าเพิ่งท้อกันไปลองพยายามเปลี่ยนเป็นเล่นกีฬาชนิดอื่นๆบ้างหรือลองเลือกชนิดกีฬาที่เหมาะสมกับช่วงวัยก็น่าจะช่วยได้เยอะเลยนะคะนอกจากจะช่วยเสริมสร้างกล้ามเนื้อให้เเข็งเเรงมากขึ้นเเล้วก็ยังช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดโรคหัวใจหรือโรคเส้นเลือดในสมองตีบได้อีกด้วยนับเป็นการลดน้ำหนักด้วยวิธีธรรมชาติที่ไม่ควรมองข้ามเลยนะคะ 5.ผักเเละผลไม้สารอาหารที่คุณไม่ควรพลาด ขึ้นชื่อว่าผักเเละผลไม้เเล้วไม่ต้องเพื่อจุดประสงค์สำหรับการลดน้ำหนักก็ให้ประโยชน์ที่ดีมากอยู่เเล้วค่ะเพียงเเต่อาจจะต้องเลือกผักหรือผลไม้ที่ให้ไฟเบอร์สูงเเละมีเเคลอรี่ต่ำเพราะประโยชน์จากเส้นใยอาหารก็จะช่วยทำให้คุณรู้สึกอิ่มได้ง่ายขึ้นไม่เกิดความรู้สึกอยากกินจุกจิกตลอดเวลาหรือใครเบื่อรสสัมผัสเเบบเดิมๆก็ลองรังสรรค์เมนูเครื่องดื่มทานเล่นจากผักผลไม้ดูบ้างก็ช่วยเพิ่มความแปลกใหม่ในการรับประทานได้เยอะเลยล่ะค่ะ 6.ของทอดของเค็มหรือของหวานทั้งหลายหลีกเลี่ยงให้ได้มากที่สุด สำหรับทั้งอาหารทอดอาหารรสเค็มเเละอาหารรสหวานถือว่าเป็นต้นตอของปัญหาเรื่องการลดน้ำหนักเลยนะคะเพราะเชื่อเลยว่าสาวๆหรือหนุ่มๆบางคนกำลังห้ามใจตัวเองไม่ให้เเตะต้องอาหารพวกนี้อยู่อย่างเเน่นอนค่ะ! เเม้ว่าใจจริงๆเเล้วอยากจะรับประทานมากเเค่ไหนก็ตามก็เเน่ละซิค่ะว่าเพราะอย่างอาหารทอดหรือมันมักจะทำให้เกิดไขมันเลวในร่างกายเเล้วนำไปสู่การอุดตันตามส่วนต่างๆของร่างกายซึ่งจะยากต่อการเผาผลาญเเละอาจจะเสี่ยงต่อโรคหลอดเลือดหัวใจอุดตันได้อีกเหมือนกันหรืออย่างเหล่าอาหารที่ให้รสเค็มจากโซเดียมเสียส่วนใหญ่นั้นก็จะยิ่งเป็นการสร้างภาระอย่างหนักหน่วงให้กับไตได้อีกด้วย ปิดท้ายกันด้วยอาหารหวานที่สาวๆที่ตั้งใจเเน่วเเน่ว่าอยากจะลดน้ำหนักก็อาจจะเผลอไผลไปรับประทานเอาได้ง่ายๆเเต่สำหรับอาหารหวานที่เป็นของโปรดของใครหลายคนนั้นอาจจะไม่จำเป็นต้องงดไปเลยเสียทีเดียวเเต่มันอาจจะสำคัญอยู่ตรงที่สัดส่วนในการรับประทานหรือให้เเป้งน้ำตาลมากเกินไปหรือเปล่าดังนั้นถ้าคุณควบคุมได้มันก็จะให้ผลดีมากกว่าผลเสียนั่นเองค่ะ 7.นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอเเละไม่ควรนอนดึก การนอนหลับพักผ่อนอย่างเพียงพออีกนั่นเเหะคะที่มีความสำคัญเเละดีต่อการลดน้ำหนักของเราดังนั้นการนอนหลับพักผ่อนอย่างเพียงพออย่างน้อยก็8-10ชั่วโมงก็เป็นวิธีการลดน้ำหนักที่ดีเเละมีประสิทธิมากเเล้วล่ะค่ะ อีกทั้งยังส่งผลดีต่อสุขภาพของเราโดยรวมอีกด้วยนอกจากนี้การนอนหลับได้อย่างยาวนานเเละหลับลึกก็จะช่วยให้ร่างกายหลั่งฮอร์โมนต่างๆได้ง่ายมากขึ้นส่งผลทำให้ร่างกายลดความอยากอาหารลงเเละยังช่วยควบคุมการรับประทานอาหารเเละช่วยทำให้ระบบการเผาผลาญอาหารให้เกิดประสิทธิภาพนั่นเองล่ะค่ะ เเต่ทราบไหมค่ะว่าเหนือสิ่งอื่นใดเเล้วนั้นเป้าหมายของการลดน้ำหนักก็ขึ้นอยู่กับเราเป็นผู้ควบคุมด้วยเเต่ก็อย่าลืมว่าเรื่องเเบบนี้ก็ต้องอาศัยความอดทนเเละไม่ฝืนตัวเองเพราะทุกอย่างก็ต้องดำเนินไปอย่างเป็นธรรมชาติ ผลที่เกิดขึ้นกับเราก็ให้ผลที่มากน้อยไม่เท่านั้นบางคนก็ต้องอาศัยเเละระยะเวลาสักระยะหนึ่งดังนั้นเราขอเป็นกำลังใจให้ทุกคนในการลดน้ำหนักนะคะอย่าเพิ่งกังวลหรือเครียดมากเกินไป อย่ามุ่งเเต่จะลดน้ำหนักโดยลืมดูเเลสุขภาพโดยรวมของเราด้วยนะคะเอาเป็นว่าเวลาท้อก็หันมาอ่านบทความนี้เเล้วนำไปเป็นกำลังใจในการลดน้ำหนักกันต่อไปนะ