สุขภาพแบ่งปัน

แหกทุกกฎของการลดความอ้วนเดิมๆ ที่ทานน้อย

แหกทุกกฎของการลดความอ้วนเดิมๆ ที่ทานน้อย แหกทุกกฎของการลดความอ้วนเดิมๆ ที่ทานน้อย ⛹️‍♀️🤸‍♀️🧘‍♀️ออกกำลังกายเยอะ ผอมแต่โยโย่‼️ ZIP WHEY คือเหตุผลดีย์ ดี ที่สาวๆ หนุ่มๆ ควรลอง💟💟 TheiConGroup  มาร่วมเป็นนักธุรกิจบนโลกออนไลน์ ด้วยกันกับเรา The iCon ยินดีต้อนรับ   ช่วยแชร์ด้วยนะครับ

ช่วยแชร์ด้วยนะครับ

ใครที่รู้สึกเหนื่อยทุกครั้งเวลาตื่นนอนไปทำงาน

🔥ใครที่รู้สึกเหนื่อยทุกครั้งเวลาตื่นนอนไปทำงาน🔥 รู้สึกไม่มีแรง อ่อนเพลีย ไม่สดใส แต่ไม่รู้สาเหตุว่าเพราะอะไรเราถึงรู้สึกแบบนี้ ✨ วันนี้เรามีตัวช่วยเคล็ดลับมาช่วยคลายความเหนื่อยล้าให้ทุกคนค่ะ ✨ ช่วยแชร์ด้วยนะครับ

ช่วยแชร์ด้วยนะครับ

3 เคล็ดลับเพื่อสุขภาพที่ดี 

✨ 3 เคล็ดลับเพื่อสุขภาพที่ดี ✨ สุขภาพที่ดีใคร ๆ ก็อยากมี แต่วิถีการใช้ชีวิตในปัจจุบันมีสิ่งยั่วยุต่าง ๆ มากมาย ไม่ว่าจะเป็นอาหารการกิน การเสพสื่อโซเชียล ไม่ค่อยมีเวลาออกกำลังกาย สิ่งเหล่านี้ล้วนแต่เป็นต้นเหตุที่ทำให้สุขภาพของเราทรุดโทรมทั้งนั้น ดังนั้นจึงมีวิธีสร้างสุขภาพดีง่าย ๆ ที่อยากบอกต่อ ซึ่งหากคุณสาว ๆ ได้ทำตามล่ะก็ รับรองเลยว่า สุขภาพจะดีขึ้นแน่นอน ❤️ ช่วยแชร์ด้วยนะครับ

ช่วยแชร์ด้วยนะครับ

ใส่หน้ากาก ล้างมือ กินร้อน ช้อนส่วนตัว ป้องกันโควิด-19

ใส่หน้ากาก ล้างมือ กินร้อน ช้อนส่วนตัว ป้องกันโควิด-19   เชื่อว่าหลายคนคงเคยได้ยินประโยคที่ว่า “กินร้อน ช้อน กลาง ล้างมือ” กันมาบ้างนะคะโดยเฉพาะหากคุณย้อนเวลากลับไป 10 กว่าปีที่ผ่านมาในช่วงที่เกิดการเเพร่ระบาดของโรคไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 ที่เกิดขึ้นจากเชื้อไวรัส H1N1 เเพร่ระบาดไปทั่วโลกเหมือนกัน ทำให้กระทรวงสาธารณสุขเกิดนโยบายสำคัญที่เราพูดกันจนชินว่า  “กินร้อนช้อนกลางล้างมือ” เพื่อต้องการรณรงค์ให้ประชาชนเปลี่ยนพฤติกรรมการกินอาหารใหม่โดยให้หันมารับประทานอาหารที่ปรุงสุกใหม่ใช้ช้อนกลาง เเละล้างมือให้สะอาดทุกครั้งเพื่อสุขอนามัยที่ดี เเม้ว่าโรคระบาดในครั้งนั้นผ่านพ้นมาเเล้ว เเต่นโยบายนี้ก็ยังได้รับการนำมาใช้เสมอเพราะเชื่อว่าเป็นการป้องกันโรคระบาดติดต่อได้เป็นอย่างดี ทว่านั่นอาจใช้ไม่ได้นำมาใช้กับสถานการณ์การเเพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรน่า หรือโควิด-19(COVID-19) ที่กำลังเเพร่ระบาดอย่างหนักในตอนนี้ โดยเฉพาะวลีที่ว่า “ช้อนกลาง” เพราะนี่อาจไม่ใช่เเนวทางที่ปลอดภัยสำหรับสถานการณ์ของโรคนี้นัก  วันนี้ you-health เลยขออาสานำทุกคนไปดูวิธีการปฏิบัติเพื่อป้องกันโควิด-19 ด้วยหลักการ “ใส่หน้ากาก ล้างมือ กินร้อน ช้อนส่วนตัว” เพื่อป้องกันเชื้อไวรัสโควิด-19 ไปพร้อมกันค่ะ เมื่อ “กินร้อน ช้อนกลาง ล้างมือ” ต้องเปลี่ยนแปลง เรื่องที่อาจจะต้องเปลี่ยนไปจากประโยคดังกล่าวก็คือ “ช้อนกลาง” นั่นเองค่ะ เนื่องจากโควิด-19 เป็นโรคระบาดที่เกิดจากเชื้อไวรัสเเละติดต่อถึงกันได้ง่ายหากไม่ป้องกันให้ดี นอกจากเราจะต้องอยู่ห่างกันอย่างน้อย 1 เมตรเเล้ว ก็ไม่ควรใช้สิ่งของร่วมกันเพราะหากมีใครคนใดคนหนึ่งไอหรือจาม ละอองที่ถูกพ่นออกมาจากจมูกหรือปากอาจมีเชื้อไวรัสอยู่ เเละฟุ้งกระจายอยู่ตามที่ต่างๆ โดยเฉพาะในพื้นที่สาธารณะ “มือ” ของเราจึงเป็นอวัยวะที่กักเก็บเชื้อโรค หรือเชื้อไวรัสต่างๆ เข้าสู่ร่างกายได้ดีที่สุด ลองคิดดูซิค่ะว่าในวันหนึ่งๆเราต้องไปสัมผัสกับอะไรตั้งมากมาย โดยเฉพาะลูกบิดประตู ราวจับ ต่างๆ เป็นต้น จากความเชื่อที่ว่าการใช้ช้อนกลางในการรับประทานอย่างที่เราคุ้นเคย จากที่จะเป็นการป้องกันเชื้อก็อาจกลายเป็นเเหล่งเเพร่เชื้อซะเเทน นั่นก็เพราะการเปลี่ยนมือกันจับช้อนคันเดิมวนไปวนมา อาจทำให้ช้อนกลางคันนั้นมีความเสี่ยงไม่ต่างหากลูกบิดประตูห้องน้ำเลยล่ะค่ะ ดังนั้นวิธีป้องกันที่ดีที่สุดก็คือดังนั้นทางที่ดีที่สุด คือหลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารร่วมกันในช่วงนี้ไปก่อนเลยค่ะ จนกว่าสถานการณ์จะดีขึ้น ระหว่างนี้ช้อนใครช้อนมันหรือตักราดข้าวให้เสร็จเป็นจานๆไป เเยกสำรับใครสำรับมันเเละมีช้อนส้อมเป็นของตัวเองไป ไม่ตักอาหารหรือใช้มือหยิบอาหารร่วมจานเดียวกัน “ใส่หน้ากากล้างมือกินร้อนช้อนส่วนตัว”ป้องกันโควิด-19 The iCon Groupสินค้าเพื่อสุขภาพแบรนด์ Boom ใส่หน้ากาก สวมหน้ากากอนามัยให้คลุมทั้งปากเเละจมูก โดยให้ขอบลวดด้านบนสันจมูกเเละรอยจีบคล่ำลงเเล้วกดตรงขดลวดให้รัดกับจมูก โดยพยายามให้หน้ากากเเนบกับใบหน้าให้มากที่สุด เเละมีช่องอากาศน้อยที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ เมื่อสวมหน้ากากอนามัยเเล้วให้หลีกเลี่ยงการใช้มือกับหน้ากากเพื่อป้องกันการปนเปื้อนหรือสัมผัสเชื้อโรค เมื่อหน้ากากชำรุดหรือเปอะเปื้อนควรถอดทิ้ง เเละเปลี่ยนหน้ากากใหม่ทันที ล้างมือ พยายามล้างมือบ่อยๆ เพื่อเป็นการลดการนำเชื้อโรคเข้าสู่ร่างกายจากการสัมผัสใบหน้าปาก เเละตา โดยควรใช้สบู่หรือน้ำยาล้างมือในการทำความสะอาดเเละล้างให้ทั่วถึงเป็นเวลานานเพียงพอ หรืออาจใช้เป็นแอลกอฮอล์ในการทำความสะอาด เเต่ต้องให้นานเพียงพอเเละทำความสะอาดอย่างทั่วถึง กินร้อน  พยายามกินอาหารที่ได้รับการปรุงสุด สะอาด เเละมีคุณภาพดีเเละมีประโยชน์ เพื่อเป็นการลดโอกาสในการติดเชื้อที่มาจากอาหารเเละเสริมสร้างร่างกายให้เเข็งเเรง มีภูมิต้านทานที่พร้อมจะต่อกรกับเชื้อโรคได้นั่นเองค่ะ นอกเหนือจากนี้เเล้วยังมีข้อปฏิบัติสำคัญอีกอย่างก็คือ มาตรการ  Social Distancing หรือการเว้นระยะห่างระหว่างกัน ให้ได้ระยะประมาณ 1 เมตร ถึง 1 เมตรครึ่ง เพื่อลดโอกาสที่ละอองน้ำลายจากผู้ติดเชื้อ อาจจะกระเด็นมาถึงตัวเรา เเละเราอาจเผลอสูดดมเข้าไป หยุดการเข้าร่วมกิจกรรมที่จะเป็นการเพิ่มความเสี่ยงจากการติดเชื้อจากการที่คนจะมาชุมนุม ใกล้ชิด หรืออยู่รวมกันเป็นจำนวนมาก ในช่วงเวลาที่สถานการณ์การเเพร่ระบาดรุนเเรงขึ้นจนสร้างความวิตกกังวลหรือตื่นตระหนกเเบบนี้นอกจากเราต้องมีสติเเละรู้จักวิธีการป้องกันตัวเองให้ดียิ่งขึ้นเเล้ว นโยบายที่ว่า “กินร้อนช้อนกลางล้างมือ” เห็นทีว่าอาจจะถึงเวลาต้องเปลี่ยนแปลงไปเเล้วล่ะค่ะ เเล้วลองหันมาถือข้อปฏิบัติที่ว่า “ใส่หน้ากาก ล้างมือ กินร้อน ช้อนส่วนตัว” กันไปก่อนเพื่อเป็นการลดความเสี่ยงเเละป้องกันโควิด-19 ไปด้วยกัน ระหว่างนี้ก็ออกจากบ้านให้น้อยที่สุดจะดีกว่านะคะ เรื่องเเบบนี้นอกจากมาตรการป้องกันจากหน่วยงานต่างๆ เเล้วเราเองก็ต้องช่วยกันด้วยนะคะทุกคน ช่วยแชร์ด้วยนะครับ

ช่วยแชร์ด้วยนะครับ

สุขภาพน่ารู้! กินข้าวบนโต๊ะทำงาน เสี่ยงสุขภาพพัง! ไม่รู้ตัว

สุขภาพน่ารู้! กินข้าวบนโต๊ะทำงาน เสี่ยงสุขภาพพัง! ไม่รู้ตัว พักเที่ยงเเล้ว ได้เวลากินข้าว! เที่ยงตรงเมื่อไหร่ พนักงานออฟฟิศส่วนใหญ่ก็อยากจะรีบดีดตัวเองออกจากเก้าอี้ทำงานเเล้วลงไปพักเที่ยงกับเพื่อนๆ เเต่ก็เชื่อว่ายังมีกลุ่มคนอีกจำนวนหนึ่งที่ไม่ได้ลุกไปพักเที่ยงเหมือนกับคนทั่วไป ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลว่างานที่อยู่ตรงหน้ายังคั่งค้างอยู่ไม่อยากลุกไปไหน อยากปั่นงานต่อให้เสร็จ หลายคนจึงเลือกที่จะรับประทานมื้อกลางวันบนโต๊ะทำงานของตัวเอง**เเต่เดี๋ยวก่อนค่ะ คุณทราบหรือไม่ค่ะว่าการกินข้าวบนโต๊ะทำงาน เรื่องที่หลายคนมองว่าเล็กน้อยไม่มีอะไร เเต่มันก็สร้างผลเสียให้ร่างกายของเราได้ ทำลายสุขภาพของเราได้เหมือนกัน  นอกจากจะเกิดผลเสียต่อร่างกายเเล้วก็ยังทำให้ประสิทธิภาพการทำงานของคุณลดน้อยลงด้วย  ตามเราไปดูข้อมูลดีๆ เกี่ยวกับเรื่องนี้กันค่ะ สินค้าเพื่อสุขภาพแบรนด์ Boom   สุขภาพพัง!…เพราะไม่อยากลุกไปไหน? – เราจะเลือกรับประทานได้เเย่ลง เเน่นอนค่ะว่าเมื่อถึงเวลาพักเที่ยงเเล้วต้องไปหามื้อเที่ยงกิน เเต่ถ้าคุณไม่ได้ลงไปพักกินมื้อเที่ยงเเบบคนื่น ตัวเลือกมื้อเที่ยงที่คุณจะรับประทานบนโต๊ะทำงานของตัวเองนั้น ก็ย่อมมีตัวเลือกน้อยลงเเละที่เห็นได้ทั่วไปก็คือ อาหารที่ต้องเวฟในไมโครเวฟ ขนมปัง กาเเฟ หรือบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป สารอาหารจากมื้อเที่ยงเเบบนี้ที่คุณเลือกจึงเเทบไม่มีอะไรที่ดีต่อสุขภาพของเราเลย  บางอาหารอาจไร้โปรตีนหรือใยอาหารเลย เเละเมื่อรับประทานอาหารเหล่านี้อยู่บ่อยๆ นี่ล่ะค่ะคือจุดเริ่มต้นของโรคฮิตต่างๆ มากมาย เช่น โรคอ้วน  โรคหัวใจ  โรคเบาหวาน เเละโรคอื่นๆ ตามมาได้ – เมื่อไม่ลุกไปพักเที่ยง..คุณก็จะนั่งทำงานต่อไปไม่มีที่สิ้นสุด ทราบหรือไม่ค่ะว่าการทานอาหารเที่ยงบนโต๊ะทำงานเเละทำไปพร้อมๆ กับการทำงานนั้นก็ไม่ได้ต่างอะไรกับการที่เราทานไปด้วยดูโทรทัศน์ไปด้วย  สิ่งที่คุณสัมผัสได้ก็คือ ความเพลิน ทำให้คุณนั่งทำงานจนเพลิน ไหนจะกินเพลิน เเละนั่นอาจทำให้คุณรับประทานอาหารเข้าไปมากเกินโดยที่ไม่รู้ตัว  เพราะมัวเเต่ใจจดใจจ่ออยู่กับงานบนหน้าจอหมดเเล้ว เเละเเน่นอนว่าคุณจะไม่ได้ลุกขึ้นไปผ่อนคลายสมองหรือขยับเส้นสายอะไรเลย  ความเครียดที่สั่งสมมาจากการทำงานเหล่านี้จะส่งผลต่อต่อมหมวกไตทำให้มันปล่อยฮอร์โมนตัวหนึ่งที่ชื่อ“คอร์ติซอล”  (cortisol) ซึ่งจะเข้าไปกระตุ้นความอยากอาหาร ทำให้คุณสามารถรับประทานต่อไปได้เรื่อยๆ ไม่หยุดสักที นอกจากทานเยอะขึ้นเเล้ว ร่างกายของคุณก็จะโหยหาของหวานกินเข้าไปมากขึ้น ผลเสียที่ตามมาคืออะไรนะเหรอค่ะ?  เมื่อระดับฮอร์โมนคอร์ติซอลสูงขึ้นมันจะส่งผลต่อระดับอินซูลินในร่างกายของเราที่สูงตามไปด้วย ทำให้คุณอยากทานของหวานมากเข้าไปเรื่อยๆ ใครที่กำลังลดหรือควบคุมน้ำหนักอยู่ล่ะก็เลิกฝันไปได้เลยล่ะค่ะ  เพราะคุณจะไม่มีวันลดน้ำหนักได้เลย ถ้ามื้อเที่ยงของคุณเป็นเเบบนี้ – นั่งนานจนระบบหมุนเวียนโลหิตเสื่อมประสิทธิภาพลง มีผลการสำรวจอย่างจริงจัง เเละพบว่า กลุ่มคนทำงาน โดยเฉพาะคนทำงานรุ่นใหม่ไฟเเรงที่ทานอาหารบนโต๊ะทำงาน เเละนั่งทำงานอยู่อย่างนั้นโดยไม่ได้เปลี่ยนอิริยาบถของตัวเองเลยเกิน90นาที จะทำให้อัตราการไหลเวียนเลือกบริเวณใต้หัวเข่าลงไปลดลงถึง 50% เเละยังมีความเสี่ยงที่จะเลือกจะจับตัวเป็นลิ่มสูงกว่าคนทั่วไปถึง 2.2 เท่า เลยล่ะค่ะ – เริ่มป่วยย่อย ป่วยเเล้วกินเวลานาน เเล้วก็หายยาก คุณอาจจะคาดไม่ถึงความสำคัญของเรื่องนี้กันเลยใช่ไหมล่ะค่ะ? หลายคนถึงกับตั้งคำถามกับตัวเองว่า  เเค่ไม่ลุกลงไปทานมื้อเที่ยงเเค่กินข้าวบนโต๊ะทำงาน  มันจะส่งผลเสียต่อสุขภาพของเราได้ยังไง? เพราะวิธีการรับประทานอาหารบนโต๊ะทำงานของคุณมักเป็นไปพร้อมๆกับการทำงานไปด้วย กัดเข้าไปหนึ่งคำก็นั่งทำงานต่อ เช็ดปากเเล้วก็ไปคลิกเมาส์อีกที เหล่านี้ก็เกิดเชื้อโรคได้ง่ายเหมือนกัน  เเละคาดได้ว่าเชื้อโรคทั้งหมดก็น่าจะกองรวมอยู่ที่เมาส์หรือเเป้นพิมพ์ไปเเล้วล่ะค่ะ  งั้นลองคิดดูซิค่ะว่าโต๊ะทำงานของคุณนั้นกลายเป็นเเหล่งหมักหมมเชื้อโรคไปเท่าไหร่เเล้ว เเละเชื้อโรคเหล่านี้มันก็จะบ่มเพาะต่อไปเรื่อยๆ เมื่อคุณสัมผัสทุกวัน ตา หู จมูก หรือนิ้วมือของคุณก็จะทำให้เชื้อโรคเข้าสู่ร่างกายได้โดยง่าย  เเละหากคุณยังมีพฤติกรรมกินข้าวกลางวันบนโต๊ะทำงานเเบบนี้ต่อไปเรื่อยๆ มันจะวนลูปต่อไปอย่างไม่มีที่สิ้นสุดเเน่นอนค่ะ  ยิ่งใครที่มีระบบภูมิคุ้มกันที่ต่ำอยู่เเล้วก็จะทำให้เจ็บไข้ได้ง่ายขึ้นอีกด้วยล่ะค่ะ งานก็ไม่มีประสิทธิภาพ… ทั้งที่ยอมลงทุนไม่ไปกินมื้อเที่ยงเเล้วเเท้!  บางครั้งสิ่งที่คุณคิดว่ามันคุ้มค่าที่จะเเลกกับการไม่เสียเวลาเดินไปกินข้าว ไม่เสียเวลาในร้านอาหาร เพื่อเเลกกับงานที่สามารถทได้อย่างต่อเนื่อง หรือเสร็จอย่างรวดเร็ว เเต่นี่ก็อาจเป็นวิธีคิดที่ไม่ถูกต้องก็เป็นได้นะคะ  เพราะถึงเเม้คุณยอมลงทุนไม่ออกไปกินมื้อเที่ยงที่ไหนก็ใช่ว่างานที่คุณรีบปั่นอยู่นั้นจะมีประสิทธิภาพซะเมื่อไหร่ มีงานวิจัยชิ้นหนึ่งให้ข้อมูลถึงเรื่องนี้ว่า คนที่ทำงานในสายที่ต้องใช้ความคิดสร้างสรรค์ทุกวัน จะเกิดไอเดียใหม่ๆ เจออะไรใหม่ๆ เมื่อได้ออกไปเปิดหูเปิดตามากกว่าที่จะนั่งคิดอยู่กับที่เพียงอย่างเดียว  ดังนั้นก็หมายความว่ามันไม่มีประโยชน์อะไรเลยนะคะที่คุณจะไม่เลือกลงไปพักเที่ยงเพื่อนั่งทำงานเพราะบางทีตกบ่ายไปเเล้วงานคุณก็ยังคิดไม่ออกอยู่ดี!เพราะสมองมันไม่ได้ผ่อนคลายเลย ไหนจะเป็นการเพิ่มความเครียดให้กับงานมากขึ้นอีกด้วย ทำไมใช่ไหมค่ะ? การนั่งทานข้าวมื้อเที่ยงอยู่หน้าจอคอมพิวเจอร์คนเดียว คุณก็ขาดการปฏิสัมพันธ์กับเพื่อนร่วมงานคนอื่น  ไม่ได้พูดคุยเเลกเปลี่ยนความเห็น หรือเรียกง่ายๆ ว่าไม่ได้ออกไปเข้าสังคม ไหนจะเรื่องเเรงกดดันที่มีกับตัวเองเเละงาน คุณก็ต้องตกอยู่ในสภาวพความเครียดมากกว่าคนอื่นทั่วไปที่ลงไปพักเที่ยง เเละเเน่นอนว่ามันไม่ใช่เรื่องดีกับงานที่อยู่ตรงหน้าของคุณเเน่ค่ะ.. อาจเป็นเป้าหมายในการทำงานของพนักงานออฟฟิศหลายๆ คนนะคะ หลายคนมีไฟในการทำงานเเบบพลุ่งพล่าน จนไม่สามารถมีอะไรมาหยุดยั้งได้ ซึ่งน่าจะเป็นเรื่องที่ดีของคนทำงานหลายๆ คนเเต่คุณเเน่ใจเเล้วหรือค่ะว่า  มันดีต่อสุขภาพจริงๆ เพราะต่อให้ใจของคุณรักงานที่อยู่ตรงหน้ามากเเค่ไหน  วันหนึ่งที่สุขภาพของคุณมันฟ้องว่าไม่ไหว ต่อให้คุณคิดถึงงานหน้าจอคอมพิวเตอร์เเค่ไหนคุณก็ไม่มีพละกำลังจะไปทำมันอยู่ดี ทางที่ดีที่สุดเเล้วเราหันมาให้ชีวิตให้สมดุล ทำงานเเบบสมดุล  เเบ่งเวลาพักงานให้ดีไม่ให้มันเป็นการทำลายสุขภาพของเรา ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของคุณสักหน่อยสมดุล จากคนที่ชอบรับประทานอาหารกลางวันบนโต๊ะทำงานเป็นประจำ ลองออกไปพักเที่ยงกับเพื่อนร่วมงานบ้าง นอกจากคุณจะได้ปรับสมดุลในเรื่องสุขภาพให้ดีขึ้นเเล้ว  เรื่องประสิทธิภาพในการทำงานก็จะเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้น  เเถมคุณยังได้เพิ่มปฏิสัมพันธ์ที่ดีกับเพื่อนร่วมงานได้อีกด้วยนะคะ **ว่าเเล้ว…เที่ยงนี้ ลุกขึ้นดีดตัวออกไปจากเก้าอี้เเละโต๊ะทำงาน เเล้วไปทานมื้อเที่ยงกันเถอะค่ะ! ช่วยแชร์ด้วยนะครับ

ช่วยแชร์ด้วยนะครับ

วิธีดับกลิ่นทุเรียน เเรงเเค่ไหนก็เอาอยู่!

วิธีดับกลิ่นทุเรียน เเรงเเค่ไหนก็เอาอยู่! กลิ่นทุเรียน นี่มันกลิ่นทุเรียนนี่นา… เเม้จะผ่านพ้นช่วงเทศกาลทุเรียนไปบ้างเเล้ว เเต่ขอบอกเลยว่าต่อให้ปีหน้าหรือเทศกาลต่อไปจะเวียนมาถึงอีกครั้ง สองข้างทางหรือในตลาดสด หรือตามแผงทุเรียนต่างๆ จะต้องอุ่นหนาฝาคั่งไปด้วยผลผลิตทุเรียนอย่างเเน่นอน ซึ่งถ้าพูดถึงเอกลักษณ์ของราชาผลไม้อย่างทุเรียนเเล้วก็คงหนีไม่พ้นเรื่องกลิ่นรุนเเรง รัญจวนใจของทุเรียนเป็นเเน่ เขาว่ากันว่าใครที่ชอบกินทุเรียนต่อให้สูด  ให้ดมเท่าไหร่ก็ไม่มีเบื่อ เเต่ถ้าใครที่ถึงขั้นเกลียดทุเรียนเเล้วล่ะก็ไม่มีวันโอเคกับกลิ่นรุนเเรงของทุเรียนเป็นเเน่ ไหนๆก็ไหนๆ เราเลยขอนำเคล็ดลับดับกลิ่นทุเรียนที่หอมฟุ้งทั่วห้องเเอร์ หรือในตู้เย็นมาบอกเล่าทุกคนกันจ้า พร้อมเเล้วตามเรามาโลดจ้า กากกาเเฟหอมกรุ่น งานนี้ถ้าคุณพ่อบ้านเเม่บ้านคนไหนเป็นคอกาเเฟอยู่เเล้วก็ไม่ต้องซีเรียสไปเลยค่ะ  เพราะกากกาเเฟเเบบที่คุณชงสด หรือจะเป็นเเบบสำเร็จรูป ก็แก้ปัญหากลิ่นเเรงของทุเรียนได้เหมือนกัน  เเล้วนำมาใส่กล่องหรือจานขนาดเล็ก เเล้วนำไปวางไว้ในตู้เย็น ประมาณ 2 – 3 วัน กลิ่นของทุเรียนก็จะหายไปอย่างเเน่นอนค่ะ เเถมคุณยังได้ความหอมสดชื่นของกากกาเเฟมาอีกด้วยนะคะเนี่ย สินค้าเพื่อสุขภาพแบรนด์ Boom ช่อใบเตยช่วยได้ดี ส่วนใหญ่เเล้วเรานิยมนำช่อใบเตยไปวางหรือเเขวนไว้ในรถ ในตู้เสื้อผ้า หรือตามตู้หับต่างๆ นี่ก็หลักการเดียวกันเลยจ้า เพราะช่อใบเตยส่งกลิ่นหอมชื่นใจช่วยดับกลิ่นความรุนเเรงของทุเรียนได้ง่ายๆ เลยจ้า ถ้ากลิ่นยังไม่คลายไปจนหมด เเต่ช่อใบเตยของคุณดันเหี่ยวเเละหมดกลิ่นซะก่อน ก็ต้องนำช่อใหม่มาเปลี่ยนด้วยนะจ๊ะ ลองใช้ถ่านดูไหมล่ะ? เขาว่ากันว่าถ่านขึ้นชื่อในเรื่องของการช่วยดูดซับกลิ่นต่างๆ เราเคยลองนำถ่านก้อนมาใส่ในตู้เย็นเพื่อช่วยดูดซับความชื้นเเละกลิ่นไม่พึงประสงค์ไปได้ฉันใด ถ่านก็ช่วยบอกลากลิ่นทุดเรียนได้ฉันนั้นค่ะอย่าหาว่าเราโม้  เพราะลองคุณนำถ่านไม้ไปวางไว้ในตู้เย็น  หรือจะนำถ่านสัก 2 – 3 ก้อนนำไปใส่กระป๋องเเล้วนำไปไว้ในตู้เย็น ในห้องแอร์หรือเเม้เเตใครที่ซื้อทุเรียนเเล้วนำขึ้นรถ รูพรุนจากถ่านนั้นจะคอยช่วยดูดซับกลิ่นของทุเรียนเอาไว้ ช่วยได้ดีเลยล่ะค่ะ ใบชาช่วยลดกลิ่นเเรง ไหนค่ะ บ้านไหนที่ซื้อทุเรียนเข้าห้องเเอร์ที่ไรก็เป็นอันต้องหนักใจกับกลิ่นที่ยังลอยตลบอบอวลอยู่ในห้องกันบ้าง  หยิบใบชามาช่วยแก้ปัญหากันดีกว่าจ้า วิธีการก็ไม่ยุ่งยากเลยเพียงเเค่ ใส่ใบชาลงไปในซองหรือกล่องพลาสติกเจาะรูหรือจะเป็นถุงชาที่ใช้เเล้วก็ได้นะคะ เเล้วให้นำไปวางไว้ในตู้เย็นหรือตามจุดต่างๆ ของห้องเเอร์สักระยะ รับรองว่า กลิ่นทุเรียนกวนใจหายไปเเน่นอน เเถมยังมอบกลิ่นหอมอ่อนๆ ของใบชาอีกด้วย ฟันธง! ขนมปังแผ่น…ช่วยได้นะจ๊ะ อย่าทำเป็นเล่นไปค่ะ นาทีนี้ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อ เเม้จะดูเป็นไอเท็มกำจัดกลิ่นทุเรียนที่ออกจำแปลกๆ สักหน่อย เเต่ขอบอกว่าอย่าดูถูกขนมปังแผ่นเลยเด็ดขาด เพราะเเค่คุณลองนำขนมปังแผ่นสักประมาณ 2 แผ่น ไปใส่ไว้ในตู้เย็นที่คุณเเช่ทุเรียนอยู่ด้วย ก็จะช่วยซึมซับกลิ่นรุนเเรงของทุเรียนลงได้  เเต่วิธีการนี้อาจต้องอาศัยการขยันเปลี่ยนขนมปังบ่อยๆซะหน่อย รับรองว่าไม่เเย่เเน่นอนจ้า เป็นยังไงกันบ้างค่ะคุณพ่อบ้านเเม่บ้านทั้งหลายถูกใจวิธีไหนกันบ้างเอ่ย ปัญหาจากกลิ่นทุเรียนอาจไม่เกิดขึ้นกับบ้านที่ไม่ชอบรับประทานทุเรียนกันอยู่เเล้ว เเต่ถ้าบ้านไหนรับประทานกันเเล้วล่ะก็อาจจะต้องลองนำวิธีเหล่านี้ไปใช้ดู รับรองว่ากลิ่นเเรงเเค่ไหนก็ไม่วายพ่ายเเพ้กับเคล็ดลับเหล่านี้อย่างเเน่นอนค่ะ  ส่วนวันนี้เราต้องลาไปก่อนเเล้วคราวหน้าเราจะนำทริคดีๆ เคล็ดลับเด็ดๆ เรื่องอะไรมาฝากกันอีกล่ะก็ อย่าลืมติดตามกันนะคะ ช่วยแชร์ด้วยนะครับ

ช่วยแชร์ด้วยนะครับ

สมุนไพรไทยชะลอวัย สร้างภูมิต้านทาน ห่างไกลโรค

สมุนไพรไทยชะลอวัย สร้างภูมิต้านทาน ห่างไกลโรค วันเวลาล่วงเลย สิ่งต่างๆ รอบตัวของเราก็เปลี่ยนแปลงนะคะรวมถึงร่างกายของเราด้วย เเละเเน่นอนว่าวันหนึ่งเราทุกคนก็ต้องเดินไปสัมผัสกับ “ความชรา” ซึ่งเป็นสิ่งที่เราไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้อย่างเเน่นอน เเม้หลายคนจะไม่ได้อยากแก่ก็สรรหาหนทางบำรุงกันไป วิธีโน้นบ้างวิธีนี้บ้าง บางวิธีก็ได้ผล บางวิธีก็ดูจะเสี่ยงอันตรายเกินไปสักหน่อย ลองดูวิธีง่ายๆ อย่างการรับประทานสมุนไพรดีไหมค่ะ ลองปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการรับประทาน ทานสมุนไพรให้เป็นอาหาร ที่นอกจากจะดีต่อสุขภาพของเราเเล้วขอบอกว่ายังช่วยทำหน้าที่เป็นเครื่องมือช่วยชะลอวัย ชะลอความเสื่อมของเซลล์ผิวหนัง ไม่ทำให้คุณแก่เกินวัยอันสมควร ว่าเเล้วลองตามเราไปดูรายชื่อสมุนไพรช่วยชะลอวัยพร้อมกันเถอะค่ะ 1. กระเทียม “กระเทียม” ได้ชื่อว่าเป็นยาปฏิชีวนะที่ได้จากธรรมชาติเลยนะคะ เเถมยังเป็นสมุนไพรที่อยู่คู่ครัวคนไทยมาอย่างช้านาน  นอกจากขึ้นชื่อว่าเป็นสมุนไพรที่นิยมนำมาใช้เพื่อการรักษาโรคต่างๆ ได้เป็นอย่างดีเเล้ว  กระเทียมยังมีสารต้านอนุมูลอิสระที่มีส่วนสำคัญในการช่วยชะลอความเสื่อมของเซลล์ผิวหนัง เเละช่วยทำให้ผิวหนังดูสดใสเปล่งปลั่งไม่ดูแก่ก่อนวัยนั่นเองค่ะ 2. ขมิ้นชัน เเน่นอนค่ะว่าสำหรับ “ขมิ้นชัน” เป็นอีกหนึ่งพืชสมุนไพรที่คนไทยรู้จักกันเป็นอย่างดี โดยเฉพาะอาหารหลายเมนูทางใต้นิยมใช้ขมิ้นมาปรุงอาหาร  สามารถใช้ขมิ้นมาเพื่อดูเเลสุขภาพผิวพรรณของคุณได้ทั้งเเบบสดเเละเเบบเเห้ง สรรพคุณที่โดดเด่นของขมิ้นคือเต็มไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระ ซึ่งมีส่วนช่วยสำคัญในการชะลอวัยเเละชะลอการเกิดริ้วรอยได้เป็นอย่างดีเลยนะคะ 3. ใบย่านาง ใบย่านางเป็นพืชที่อุดมไปด้วยสารเบต้าเเคโรทีนในปริมาณที่สูงมาก จึงสามารถช่วยชะลอการเกิดริ้วรอย ได้เป็นอย่างดี อีกทั้งยังช่วยเสริมสร้างภูมิต้านทานโรคต่างๆ ในร่างกายได้เป็นอย่างดี อีกทั้งคนเฒ่าคนแก่ยังนิยมคั้นน้ำสดๆเเล้วเอามาผสมแกงเเล้วรับประทาน สินค้าเพื่อสุขภาพแบรนด์ Boom 4. ดาวเรือง ดาวเรือง หรือดอกดาวเรือง ดอกไม้สีเหลืองที่เราคุ้นเคยกันเป็นอย่างดีเนี่ยล่ะค่ะ เเทบไม่อยากเชื่อกันเลยใช่ไหมค่ะว่าจะเป็นหนึ่งในสมุนไพรที่ช่วยชะลอวัยให้กับเราได้ด้วย เเต่ทราบไหมค่ะว่าดอกดาวเรืองเป็นสมุนไพรที่นิยมนำมารับประทานเเบบเเห้งหรือเเบบชา ดาวเรืองประกอบไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระ นอกจากนี้เเล้วก็ยังมีสารลูทีนเเละซีเเซนทีนที่มีส่วนสำคัญในการช่วยบำรุงดวงตา ช่วยดูดซับเเสงสีฟ้าเเละสียูวี  ซึ่งเป็นตัวการสำคัญในการทำให้ใบหน้าของเราหมองคล้ำ เกิดรอยเหี่ยวย่นเเละริ้วรอยนั่นเองค่ะมากไปกว่านี้เเล้วก็ยังมีผลการศึกษาวิจัยเปิดเผยข้อมูลอีกนะคะว่า สารต้านอนุมูลอิสระที่อยู่ภายในดอกดาวเรืองยังมีส่วนช่วยยับยั้งการสลายคอลลาเจน กระตุ้นการสร้างเซลล์ผิวหนังขอวงคนเราเเละยับยั้งเมลานินได้อีกด้วยล่ะค่ะ 5.  อัญชัน ดอกอัญชัน หนึ่งในดอกไม้ที่เราคงคุ้นเคยกันเป็นอย่างดี จะนำมาคั้นเพื่อเพื่อนำมาทำเป็น น้ำดอกอัญชันก็ดื่มได้อร่อย สดชื่น เเละได้สุขภาพดี  เเต่ที่น่าสนใจมากไปกว่านั้นก็คือ ประโยชน์สำคัญในการช่วยชะลอวัย อัญชันเป็นพืชอีกชนิดที่อุดมไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระในปริมาณสูง เเละยังประกอบไปด้วยสารแอนโธไซยานินที่ช่วยให้ระบบหมุนเวียนเลือด จึงช่วยชะลอวัยเเละดูเเลความงามของผิวพรรณให้คุณได้เป็นอย่างดีเลยนะคะ ใครที่ยังไม่เคยลองได้รับประทานสมุนไพรเหล่านี้กันก็น่าจะลองดูสักหน่อยนะคะ เพราะหากจะรับประทานสมุนไพรเหล่านี้ให้เป็นยาสำหรับใครหลายคนอาจไม่ถนักสักเท่าไหร่งั้นลองปรับเปลี่ยนพฤติกรรมมาลองรับประทานสมุนไพรให้เป็นอาหารก็น่าจะเวิร์กต่อสุขภาพไม่น้อยเลยนะคะ เพราะนอกจากสรรพคุณจะช่วยในการดูเเลสุขภาพร่างกายได้ดีเเล้ว ก็ยังช่วยในการชะลอวัยเเละทำให้ผิวพรรณของเราเเลดูอ่อนเยาว์ไปอีกยาวนานได้อีกด้วย ช่วยแชร์ด้วยนะครับ

ช่วยแชร์ด้วยนะครับ

กินอาหาร 4 ประเภท มีส่วนช่วยให้อารมณ์ดีขึ้น

กินอาหาร 4 ประเภท มีส่วนช่วยให้อารมณ์ดีขึ้น คุณผู้อ่านเคยรู้สึกแปลกใจบ้างหรือเปล่าค่ะว่าทำไมเราถึงได้อารมณ์ดีไม่ดีได้ซะง่ายๆ บางวันอยู่ดีๆก็รู้สึกหงุดหงิดขึ้นมาซะอย่างนั้น เเบบหาสาเหตุไม่ได้ทำให้หลายคนไม่รู้จะจัดการกับความเครียดหรือหาวิธีให้ตัวเองอารมณ์ดีขึ้นมาได้ วันนี้เราเลยถือโอกาสนำไอเดียการรับประทานอาหารที่มีส่วนช่วยให้อารมณ์ดี เบิกบานยิ่งขึ้นมาฝากกันค่ะ เพราะการรับประทานอาหารบางประเภทก็ส่งผลต่ออารมณ์ความรู้สึก เนื่องจากสารอาหารบางอย่างในอาหารมีผลต่อปฏิกิริยาทางเคมีในสมอง หากเลือกรับประทานอย่างถูกต้องมันก็จะส่งผลดีต่ออารมณ์ของเราได้เหมือนกันนะคะ ว่าเเต่อาหารเหล่านั้นจะเป็นอาหารในกลุ่มใดบ้างนั้น ลองตามเราไปดูพร้อมกันเลยจ้า 1. คาร์โบไฮเดรต อาหารในกลุ่มคาร์โบไฮเดรตอาจเป็นเรื่องที่หลายคนสงสัย เพราะปกติเราก็กินอาหารในกลุ่มนี้กันเป็นประจำอยู่เเล้ว เเต่คุณอาจไม่ทราบว่าสารอาหารในกลุ่มคาร์โบไฮเดรตมี กรดอะมิโนทริปโตเฟน  (Tryptophan) ซึ่งเป็นสารตั้งต้นในการสังเคราะห์สารสื่อประสาทเซโรโทนิน ซึ่งหากเซโรโทนินในสมองลดลงก็อาจส่งผลให้คุณเกิดอาการซึมเศร้า หรืออารมณ์ไม่ดีได้ อาหารในกลุ่มนี้ เช่น  อาหารที่ให้คาร์โบไฮเดรตสูง อย่างเช่น ข้าวกล้อง ข้าวโพด มัน เผือก ที่ทำให้เราอิ่มได้นานเเละมีส่วนช่วยในเรื่องของการขับถ่ายให้เป็นไปได้สะดวกเเละมีประสิทธิภาพมากขึ้น สินค้าเพื่อสุขภาพแบรนด์ Boom 2.กรดโฟลิก สำหรับกรดโฟลิกเป็นสารอาหารที่พบในกลุ่มของวิตามินบี  จากการทดลองยังพบอีกว่าหากร่างกายขาดกรดโฟลิกจะทำให้ระดับสารเซโรโทนินในสมองลดลง เเละส่งผลทำให้เราอารมณ์ไม่ดี ซึมเศร้าได้ง่าย หรือขาดความกระตือรือล้นได้ง่ายๆ อาหารในกลุ่มนี้ เช่น ผักเเละผลไม้ที่มีสีเขียวเเละสีเหลืองจะมีกรดโฟลิกสูง อย่างเช่น บร็อกโคลี่ ผักโขม หน่อไม้ฝรั่ง คะน้า กะหล่ำปลี มะเขือเทศ ผักกาดหอม ส้ม กล้วย ข้าวโพด เเครอท ฯลฯ เเต่โดยส่วนใหญ่เเล้วเมื่อนำอาหารเหล่านี้ โดยเฉพาะผักใบเขียวทั้งหลายไปประกอบอาหารที่ต้องผ่านความร้อน กรดโฟลิกนี้ก็มักจะถูกทำลายจนเราได้รับมันไม่เต็มที่ ดังนั้นเเนะนำว่าควรรับประทานสดๆเพื่อให้ร่างกายได้รับกรดโฟลิกหรือสารอาหารในกลุ่มวิตามินบีได้อย่างเต็มที่นั่นเองค่ะ 3.ไทอะมิน หรือวิตามินบี1 วิตามินบี 1 หรือไทอะมีน มีประโยชน์สำคัญในเเง่ของการมีผลต่อการทำงานของระบบประสาทเเละสมอง เเต่นอกเหนือจากนี้เเล้วยังมีบทบาทสำคัญในกระบวนการเผาผลาญกลูโคสให้เป็นพลังงาน ดังนั้นเมื่อร่างกายของเราขาดวิตามินบี 1 ก็ย่อมมีผลคล้ายกับการขาดคาร์โบไฮเดรต เเละทำให้ระดับสารเซโรโทนินในสมองของเราลดลงได้เช่นเดียวกัน อาหารในกลุ่มนี้ เช่น เนื้อปลา ไก่ ไข่ หมู งา ถั่วเมล็ดเเห้ง ข้าวซ้อมมือ ซึ่งวิธีการปรุงอาหารที่ทำให้สารไทอะมีนสูญเสียไปน้อยที่สุด คือการย่าง หรืออบเเทนการต้ม เเละหากต้องต้มก็ควรใช้น้ำให้น้อยที่สุด 4. เเคปไซซิน หลายคนน่าจะคุ้นเคยกับชื่อ “แคปไซซิน” ซึ่งเป็นสารสำคัญที่พบได้มากในพริก ซึ่งมีส่วนสำคัญในการช่วยให้สมองหลั่งสารสื่อประสาทได้ดี เเละทำให้รู้สึกได้ว่าสดชื่นขึ้น นอกจากนี้ยังมีประโยชน์ให้การนอนหลับในตอนกลางคืนเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น เเละรู้สึกกระฉับกระเฉงกระตือรือล้นในตอนกลางวัน มีประโยชน์ต่อระบบหัวใจเเละหลอดเลือด ช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดโรคหัวใจเเละหลอดเลือด ช่วยบรรเทาเเละลดการอักเสบของกล้ามเนื้อเเละข้อได้ อาหารในกลุ่มนี้เช่น พริก วิธีการรับประทานพริกเเบบที่คุณก็สามารถทำเองได้ก็คือ เพิ่มพริกลงในจานอาหารบ้างสักเล็กน้อย จะช่วยทำให้ได้รสเเละกลิ่น เเถมยังเป็นการช่วยกระตุ้นให้เจริญอาหารได้อีกด้วยนะคะ จริงๆเเล้วนะคะการรับประทานอาหารเพื่อช่วยบรรเทาความเครียด หรือช่วยให้อารมณ์ดีขึ้นนั้นก็ถือว่าเป็นอีกเเนวทางที่มีความน่าสนใจ หากเเต่ต้องรับประทานให้เหมาะสมเเละพอดี ไม่มากเกินไปจนเป็นการทำลายสุขภาพ  เอาเป็นว่าถ้าตอนนี้ใครที่กำลังอารมณ์ไม่ดีหรือรู้สึกเซ็งๆ เครียดๆ ก็ลองหาอาหารประเภทเหล่านี้มารับประทานดูนะคะ ให้อีกหน่อยก็ลองหากิจกรรมออกกำลังกาย เพื่อช่วยให้สมองหลั่งสารแอนโดฟินซึ่งเป็นสารเเห่งความสุขออกมา บรรเทาอาการไม่สบายใจ ผ่อนคลายความเครียด นอกจากนี้เเล้วอย่าลืมพักผ่อนนอนหลับให้เพียงพอก็จะเป็นหนทางในคุณมีอารมณ์ดี ชีวิตเบิกบานขึ้นได้เเล้วล่ะค่ะ ช่วยแชร์ด้วยนะครับ

ช่วยแชร์ด้วยนะครับ

สุขภาพน่ารู้! กินไม่ยั้ง ระวัง! “ไขมันพอกตับ”

สุขภาพน่ารู้! กินไม่ยั้ง ระวัง! “ไขมันพอกตับ” คุณเป็นหนึ่งในคนที่กินอะไรก็อร๊อย อร่อย ไปซะทุกอย่าง เเถมเมนูโปรดในชีวิตก็หนีไม่พ้นชาบู ซูชิ หรือหมูกระทะเเน่นอน จัดหนักมาเเค่ไหนก็ฟาดเรียบตลอด กินโดยไม่เลือกว่าอะไรจะส่งผลอย่างไรต่อร่างกาย  ไลฟ์สไตล์ที่คอยเร่งให้คุณต้องคอยใช้ชีวิตเร่งรีบอยู่ตลอดเวลาก็ยิ่งทำให้พฤติกรรมการรับประทานอาหารไขมันสูงมากขึ้น หรืออาหารจานด่วนที่รับประทานได้ง่ายเเต่ไม่มีประโยชน์  โดยไม่สนใจว่าน้ำหนักหรือสุขภาพของคุณว่าจะเป็นอย่างไร?  หลายคนคิดว่าไขมันเหล่านั้นมันสะสมอยู่ตามเเขน ขา หรือหน้าท้องเเต่เพียงเท่านั้น เเต่คุณเเน่ใจเเค่ไหนค่ะว่าไขมันเหล่านั้นจะไปกองอยู่ที่อวัยวะเหล่านั้นอย่างเดียว เพราะมันอาจไปสะสมอยู่ที่  ตับ เเละเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้เกิดโรคไขมันพอกตับ ขึ้นได้ โรคไขมันพอกตับ คืออะไร? สำหรับโรคไขมันพอกตับ หรืออาจจะเรียกว่า  ไขมันเกาะตับ (Fatty Liver Disease) คือภาวะที่มีไขมันเข้าไปอยู่ในเซลล์ตับเกินปกติ คือ ประมาณ 5-10%  ของน้ำหนักตับ ซึ่งโดยทั่วไปเเล้วมักจะเป็นไขมันชนิดไตรกลีเซอไรด์ (ไขมันในเลือด) เเละเมื่อไขมันสะสมในตับเป็นปริมาณมากเเล้วล่ะก็จะทำให้เกิดการอักเสบเรื้อรัง หรือเซลล์ตับตายเกิดผังผืดภายในตับ จนหลายเป็นโรคตับเเข็งในที่สุดเเละยังเป็นการเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งตับอีกด้วยนะคะ โรคไขมันพอกตับเกิดจากอะไร? สาเหตุหรือปัจจัยที่เสี่ยงต่อการเกิดโรคไขมันพอกตับ เเบ่งออกเป็น 2 สาเหตุสำคัญ นั่นก็คือ 1. โรคไขมันพอกตับที่มีสาเหตุมาจากการดื่มแอลกอฮอล์  ซึ่งความรุนเเรงของโรคนี้จะขึ้นอยู่กับปริมาณเเอลกอฮอล์ ประเภท เเละระยะเวลาที่ดื่ม หรือเรียกว่า Alcoholic fatty liver 2. โรคไขมันพอกตับที่ไม่ได้มีสาเหตุมาจากเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ หรือมาจากปัจจัยเสี่ยงอื่นๆ นอกจากนี้ยังสาเหตุปัจจัยสำคัญที่สุด ก็คือการรับประทานอาหาร โดยเฉพาะอาหารมัน อาหารหวาน หรืออาหารที่ให้คาร์โบไฮเดรตมากเกินไป อาหารเหล่านี้จะเข้าไปเปลี่ยนเป็นไตรกลีเซอไรด์ในตับ เมื่อร่างกายไม่สามารถนำไปใช้ได้หมดเเล้วก็จะเกิดการสะสมในตับนั่นเองล่ะค่ะ หรืออีกหลายปัจจัยที่อาจทำให้เกิดภาวะไขมันพอกตับได้มากขึ้น เช่น ภาวะอ้วน น้ำหนักตัวเกิน เบาหวาน ไขมันในเลือดสูง รวมถึงโรคต่างๆ ของตับ เช่น  ไวรัสตับอักเสบ หรือการใช้ยาบางชนิดที่มีผลต่อตับ เป็นตัน ** เเต่หากต้องการทราบว่าตัวเรานั้นมีความเสี่ยงของภาวะไขมันพอกตับหรือไม่ ก็อาจพิจารณาได้จาก – รอบเอว ในผู้ชายที่มีรอบเอวมากกว่า 40 นิ้ว เเละผู้หญิงที่มีรอบเอวมากกว่า 35 นิ้ว อาจมีความเสี่ยงต่อการเกิดภาวะไขมันพอกตับได้ –  น้ำตาลในเลือดซึ่งสูงมากกว่า 100 มิลลิกรัม-เดซิลิตร –  ไขมันไตรกลีเซอไรด์มากกว่า 150 มิลลิกรัม-เดซิลิตร – ไขมันชนิดดีหรือ HDL คอเรสเตอรอลต่ำ (ซึ่งโดยปกติเเล้วค่า HDL คอเรสเตอรอล ยิ่งสูงยิ่งดีในผู้ชายก็ควรมีค่า HDL คอเรสเตอรอล มากกว่า 40 มิลลิกรัม/เดซิลิตร เเละในผู้หญิงมากกว่า 50 มิลลิกรัม/เดซิลิตร) –  ความดันโลหิตสูง นอกจากจะเป็นปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้ปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจเเละหลอดเลือดเเล้ว ก็ยังเป็นตัวกระตุ้นให้มีไขมันพอกตับมากขึ้นอีกด้วยล่ะค่ะ ไขมันพอกตับ มีอาการอย่างไร? โดยส่วนใหญ่อาการของผู้ที่มีภาวะไขมันพอกตับจะไม่เเสดงให้เห็นตั้งเเต่เริ่มเเรก เเต่จะเริ่มมีอาการที่เป็นผลพวงมาจากการที่มีไขมันสะสมอยู่ในตับจำนวนมาก ซึ่งอาการที่พบได้บ่อยก็คือ -รู้สึกอ่อนเพลีย เหนื่อย ไม่มีเเรง -รู้สึกไม่สบายท้อง -น้ำหนักลดผิดปกติ ความอยากออาหารลดน้อยลง มีความรู้สึกคลื่นไส้ -มึนงง ความสามารถในการจัดสินใจเเละมีสมาธิน้อยลง โดยทั่วไปเเล้ว  ภาวะไขมันพอกตับจะมีการดำเนินโรคเเบบค่อยเป็นค่อยไป  เป็นเสมือนภัยเงียบที่ค่อยๆ ทำร้ายร่างกายของเราไปโดยไม่รู้ตัว โดยส่วนมากเเล้วผู้ที่มีภาวะไขมันพอกตับจึงไม่มีอาการเเสดงหรือบ่งบอกอะไรมากนัก อาจตรวจพบความผิดปกติก็ต่อเมื่อมาตรวจสุขภาพประจปีหรือมาตรวจร่างกายด้วยปัญหาอื่นยกเว้นในกรณีที่โรคเริ่มกำเริบไปจนถึงการมีภาวะตับอักเสบ  ผู้ป่วยอาจมีอาการเหนื่อยง่ายกว่าปกติ หรือในกลุ่มของผู้ป่วยที่มีภาวะไขมันพอกตับพบว่ามีปัญหาตับอักเสบ 10- 20 % นั่นหมายความว่าเมื่อไหร่ที่เกิดปัญหาตับอักเสบ ก็เท่ากับมีความเสี่ยงของตับเเข็งเเละมะเร็งตับตามมาได้ ผู้ที่มีภาวะไขมันพอกตับจึงไม่ควรละเลยการรักษาเเละการดูเเลตนเอง สินค้าเพื่อสุขภาพแบรนด์ Boom การรักษาไขมันพอกตับ.. การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสำคัญที่สุด สำหรับการรักษาภาวะไขมันพอกตับ ขึ้นอยู่กับระยะของโรคว่าอยู่ในระยะใด ซึ่งการรักษาภาวะไขมันพอกตับในระยะที่ยังไม่มีการอักเสบ อาจจะเเตกต่างจากระยะที่มีตับอักเสบหรือตับเเข็งเเล้ว โดยทั่วไปการรักษาการรักษาภาวะไขมันพอกตับที่สำคัญที่สุด ก็คือ การปรับเปลี่ยนวิถีการดำรงชีวิตเเละพฤติกรรมการรับประทานอาหารเช่น เลือกรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ เน้นอาหารที่มีโปรตีนสูง หลีกเลี่ยงอาหารที่มีไขมันสูง โดยเฉพาะไขมันอิ่มตัวเน้นการรับประทานผัก ผลไม้หรือธัญพืช เช่น เมล็ดดอกทานตะวัน เมล็ดฝักทอง งา หรือนอกจากนี้ก็มีผักบางชนิดที่สามารถช่วยเร่งกระบวนการกำจัดพิษออกจากตับได้เป็นอย่างดีเช่น บร็อกโคลี่กะหล่ำ กระเทียม หรือหัวหอมเป็นต้น ลดอาหารประเภทแป้งหรือน้ำตาล นั่นก็เพราะไตรกลีเซอไรด์เป็นตัวการสำคัญที่ทำให้เกิดการสะสมคั่งในตับดังนั้นก็ต้องพยายามหลีกเลี่ยงไม่รับประทานอาหารที่มีแป้งเเละน้ำตาลมากจนเกินไปนอกจากนี้เเล้วขนมหวานน้ำหวานน้ำอัดลมที่มีปริมาณน้ำตาลสูงก็ยังเป็นสาเหตุสำคัญของโรคอ้วนเเละเบาหวานได้อีกด้วยนะคะ หลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารรสจัดไม่ว่าจะเป็นอาหารรสเผ็ดจัดมันจัดเปรี้ยวจัดหรือหวานจัดเเต่ควรหันมารับประทานอาหารที่มีรสชาติกลางๆเเทนจะดีกว่า นอกจากนี้เเล้วควรตรวจสุขภาพประจำปี เพราะหากมีน้ำหนักเกิน หรือเป็นโรคเบาหวาน อาจมีการตรวจหาภาวะไขมันพอกตับเป็นพิเศษด้วย พยายามลดหรือควบคุมน้ำหนักของตัวเอง เเละให้ความสำคัญกับการออกกำลังกาย หากคุณตั้งใจเรื่องการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการรับประทานอาหารเเล้วก็ควรที่จะตั้งใจในการลดน้ำหนักด้วย รู้ไหมค่ะว่าหากลดน้ำหนักของคุณลงได้5 – 10 % ก็จะทำให้ภาวะไขมันในตับลดลง เเละถ้าน้ำหนักลดลงมากกว่า 10 % จะทำให้การอักเสบของตับซึ่งเกิดจากภาวะไขมันพอกตับทำงานได้ดีขึ้น  เเต่ก็ไม่ใช่ว่าจะรีบร้อนลดน้ำหนัก หรือหักโหมมากจนเกินไปทำอย่างค่อยเป็นค่อยไป ค่อยๆ ลด ก็จะสามารถลดลงได้อย่างเเน่นอนค่ะ เพราะในการรักษาโรคไขมันพอกตับ ยังไม่มียาที่รักษาเฉพาะเจาะจงสำหรับโรคนี้ดังนั้นสิ่งสำคัญก็คือ การปรับเปลี่ยนเรื่องการกินอาหารเสียใหม่ กินแป้ง กินน้ำตาล เเละไขมันให้น้อยลง หลีกเลี่ยงเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ เพราะจะเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดโรคไขมันตับจากการดื่มแอลกอฮอล์ได้ ส่วนการรักษาด้วยวิธีการใช้ยานั้นเเพทย์ก็จะพิจารณาตามความเหมาะสมสำหรับผู้ป่วยเเต่ละรายนั่นเองค่ะ เมื่อทราบเเละเข้าใจภาวะไขมันพอกตับที่เรานำมาเสนอกันมาเเล้ว หวังว่าจะพอเป็นประโยชน์ไม่มากก็น้อยสำหรับทุกๆ คนนะคะ เห็นไหมล่ะค่ะว่าพฤติกรรมการรับประทานอาหารนั้นเป็นสิ่งที่สำคัญไม่น้อยไปกว่าเรื่องอื่นๆ เลยทีเดียว หากคุณละเลยหรือไม่ให้ความสนใจในเรื่องนี้เเล้วล่ะก็ นั่นหมายความว่าอาจเป็นการเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดโรคหรือปัญหาสุขภาพต่างๆ ตามมาได้เหมือนกันมาป้องกันภาวะไขมันพอกตับด้วยการหันมาดูเเลเเละใส่ใจสุขภาพของเรากันดีกว่านะคะ ช่วยแชร์ด้วยนะครับ

ช่วยแชร์ด้วยนะครับ

สบู่ลดกลิ่นแก่ Room whitening whipped soap สบู่คุณภาพรวมสารสกัดเข้มข้นจากธรรมชาติ ลดกลิ่นกาย ลดกลิ่นแก่ บำรุงผิว

สบู่ลดกลิ่นแก่ Room whitening whipped soap สบู่คุณภาพรวมสารสกัดเข้มข้นจากธรรมชาติ ลดกลิ่นกาย ลดกลิ่นแก่ บำรุงผิว Room Whitening Whipped Soap สบู่ลดกลิ่นแก่ Room Whipped Soap ฿259.00 ฿199.00 สบู่ลดกลิ่นแก่ สบู่คุณภาพรวมสารสกัดเข้มข้นจากธรรมชาติ • ลดกลิ่นกาย • ลดกลิ่นแก่ • บำรุงผิวดูกระจ่างใส • ผิวเนียนนุ่ม • กลิ่นหอมติดทนนาน   สารสกัดที่สำคัญ • มีวิตามิน C , E , B3 : ช่วยต้านอนุมูลอิสระ ลดเลือนลิ้วลอย กระจายเม็ดสีผิว • เชียบัตเตอร์ : ช่วยบำรุงผิว ชุ่มชื่น เนียนนุ่ม ไม่กระด้าง • กวาวเคลือขาว : ชลอผิวให้แลดูอ่อนเยาว์ ลดไขมันที่เป็นสาเหตุ …

สบู่ลดกลิ่นแก่ Room whitening whipped soap สบู่คุณภาพรวมสารสกัดเข้มข้นจากธรรมชาติ ลดกลิ่นกาย ลดกลิ่นแก่ บำรุงผิว Read More »

ช่วยแชร์ด้วยนะครับ
  • แพ็คเกจ/โปรโมชั่น ด่วน!รับจำนวนจำกัด

    เลือกแพ็คเกจ/โปรโมชั่น สมัครตัวแทนที่นี่! ด่วน!   💥💥ลงทุนครั้งเ...

    July 25, 2020uhtaicomments:0views:23
  • 9 วิธีคิดของคนรวย คิดอย่างไรให้รวยกับเคล็ดลับสู่ความสำเร็จของนักธุรกิจ

    9 วิธีคิดของคนรวย คิดอย่างไรให้รวยกับเคล็ดลับสู่ความสำเร็จของนักธุรกิจ &...

    May 6, 2019uhtaicomments:0views:20